"กรุงศรี"ชี้ต้นทุนการเงินปีหน้าปรับขึ้นบอนด์ ระยะยาวเริ่มมียีลด์เคิร์บปรับขึ้น แนะรัฐระดมสั้นเพื่อลดต้นทุน ลูกค้าญี่ปุ่นหันลงทุนบอนด์มากขึ้น
นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรียุธยา เปิดเผยว่า ธนาคารมองเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 14 ธ.ค.นี้ และจะปรับขึ้นอีก 0.50% ในปีหน้า ซึ่งแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าว ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในเอเชีย และประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้น
"ดังนั้นในปีหน้า มีแนวโน้มที่ผู้ระดมทุนผ่านตราสารหนี้ทั้งภาครัฐ และเอกชน จะมีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น"
ทั้งนี้คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือกนง. ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ไปถึงปีหน้า
“ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดปีหน้าปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการออกตราสารหนี้ระยะ 5 ปีขึ้นไปในทางกลับกันเป็นโอกาสสำรับนักลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เช่น ตราสารหนี้อายุ 10 ปีผลตอบแทนอยู่ที่ 3% แบงก์ในฐานะผู้ช่วยออกหุ้นกู้ต้องรักษาสมดุลของต้นทุน และผลตอบแทนระหว่างผู้ลงทุนและผู้ระดมทุน โดยเฉพาะบริษัทเอกชนที่ต้องดูแลให้ส่วนต่างดอกเบี้ย หรือค่าความเสี่ยงของธุรกิจเพื่อรักษาต้นทุนไม่ให้สูงเกินไป”
ข่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทใหญ่เริ่มเห็นแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นมาแล้ว จึงเร่งออกหุ้นกู้เพื่อตุนไว้ตั้งแต่ปีนี้ จึงไม่น่ากังวลถึงผลกระทบจากต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแหล่งระดมทุนอื่นๆ ทั้งสินเชื่อและตลาดทุน ถือเป็นทางเลือกในการระดมทุนที่ดีของเอกชน เชื่อว่าเอกชนไทยขณะนี้มีความสามารถในการบริหารต้นทุนที่ดีมากขึ้น
ในปี 2560 ที่ภาครัฐจะมีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายโครงการ จำเป็นต้องระดมเม็ดเงิน เพื่อใช้ในโครงการมหาศาล ดังนั้นด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ภาครัฐควรพิจารณาการระดมทุนระยะสั้นด้วย เพื่อไม่ให้ต้นทุนทางการเงินสูงเกินไป
ช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นความต้องการของลูกค้าญี่ปุ่น ที่จะลงทุนผ่านตลาดตราสารหนี้มีมากขึ้น จากในอดีตที่จะมุ่งเน้นเงินฝากเป็นหลัก รวมถึงใช้เครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเห็นความผันผวนโดยเฉพาะดอกเบี้ย
"ผมเห็นแนวโน้มการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทั้ง Interest Rate Swap และ Currency Swap เพื่อลดผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นในปีหน้า และเห็นความต้องการของนักลงทุนสถาบันไทยทั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือบริษัทประกันที่สนใจลงทุนใน Japanese Government Bond มากขึ้น"
สำหรับผลกระทบจากการเลือกตั้งของสหรัฐทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จะเห็นว่าเงินเยนอ่อนค่าลง 7.13% นับจากวันที่9 พ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็อ่อนค่าลงเช่นกันนำโดยเงินมาเลเซียที่อ่อนค่าลง 5.38% ค่าเงินอินโดนีเซีย 3.46% ค่าเงินฟิลิปปินส์ 2.69% สิงคโปร์ 2.29% และเงินบาทอ่อนค่าลงน้อยที่สุด หรือ 2.14%
ส่วนแนวโน้มตลาดเงินปีหน้า ยังเห็นเงินดอลลาร์อยู่ในทิศทางแข็งค่าได้อีก คาดสิ้นปีนี้เงินบาทไม่น่าจะอ่อนค่าเกิน 36 บาทต่อดอลลาร์ หรือราว 35.75 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนปีหน้าคาดเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 34.25-37.0 บาทต่อดอลลาร์
ถ้าเงินดอลลาร์ มีแรงส่งขาขึ้นจากนโยบายการเงินของเฟด โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์ ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งอยู่ที่ 96 จุด แต่หลังเลือกตั้งดัชนีปรับลดลงมาอยู่ที่ 94.95จุด เพราะตลาดกังวลว่าโยบายของทรัมป์ จะมีผลต่อเศรษฐกิจ แต่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์อยู่ที่ 101.82 จุดบ่งชี้ว่าค่าเงินดอลลาร์ยังแข็งค่าขึ้นได้อีก กดดันค่าเงินบาทให้มีทิศทางอ่อนค่าในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า โดยเงินบาทกลับมาแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปในครึ่งหลังของปี 2560 เมื่อใดนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐชัดเจนมากขึ้น รวมถึงนโยบายเงินหยวน









