ไม่ไปไหนไกล
คาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐออกมาดีมาก ประกอบกับรายงานการประชุมล่าสุดของ Fed ซึ่งรวม ๆ กันแล้วยิ่งเน้นย้ำทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นของ Fed ในเดือนหน้า และในปีหน้า ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และกระตุ้นการไหลออกของเงินทุนจากตลาดเกิดใหม่ แม้นโยบายกำแพงภาษีของ Trump จะส่งผลลบต่อภาคการส่งออกของเอเซีย แต่ดอลลาร์ที่แข็งค่าก็เป็นประโยชน์ต่อการส่งออกเช่นกัน ภายในประเทศตัวเลขด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ออกมาอ่อนแออีกในเดือน ต.ค. แต่ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค. กลับออกมาดีมาก การรถไฟแห่งประเทศไทยมีโครงการใหม่จะสร้างทางรถไฟความเร็วสูง เส้นทาง กรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์1,400 กม. การก่อสร้างมากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศไทย
หุ้นเด่นวันนี้: THCOM (ราคาปิด 19.40 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย 23.00 บาท)
บมจ.ไทยคมเป็นหนึ่งเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ให้บริการทั้งดาวเทียมถ่ายทอดรายการโทรทัศน์และบริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมด้วย โดยราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงเรื่อยมาเนื่งจากถูกกระทบโดยหลายประเด็น ได้แก่ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์จากการที่รัฐบาลจะนำดาวเทียมใหม่ของไทยคมนับตั้งแต่ไทยคม 7 กลับไปอยู่ภายใต้ระบบสัมปทานที่มีค่าธรรมเนียมสูงจากเดิมระบบใบอนุญาตที่มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า ประเด็นลบอื่นได้แก่การปิดตัวของลูกค้ารายใหญ่ CTH และการเลิกใช้ของ NBN ลูกค้าออสเตรเลียโดยหันไปใช้ดวงใหม่ของตัวเองแทน อย่างไรก็ดีเราเชื่อว่าราคาตลาดปัจจุบันได้รับรู้ปัจจัยลบไปเกือบหมดแล้วและได้ลดต่ำลงกว่าราคาเป้าหมายปี 60 ของเราแล้ว ถ้าไม่นับเรื่องนี้ถือว่าปัจจัยพื้นฐานของไทยคมยังดีอยู่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีจากช่องความคมชัดมาตรฐาน (SD) เป็นช่องความคมชัดสูง (HD) ไปจนถึงความคมชัดสูงมาก (UHD) น่าจะหนุนอุปสงค์ต่อบริการดาวเทียมได้เป็นอย่างมาก อุปสงค์ต่อบริการเสริมความสามารถในการให้บริการมือถือด้วยดาวเทียม (mobile backhaul) ก็ยังน่าจะเติบโตได้ดีด้วย เพราะเทรนด์การใช้ข้อมูล เปลี่ยน 2จี ไป3จี 4จีและ 5 จี ยังมีโอกาสเติบโตอีกมากสำหรับตลาด CLMV เพราะน่าจะพัฒนาตามประเทศไทยได้ นอกจากอาเซียนที่เป็นตลาดหลักแล้ว บริษัทยังได้วางตลาดอินเดียเป็นเป้าหมายเพราะความที่ตลาดยังไม่ได้มีผู้เล่นเข้าไปอย่างเต็มที่ เราคาดการณ์ไว้ว่ากำไรอาจเติบโต 9% ปีนี้แต่ลดลง 5% ในปีหน้าเพราะการถอนตัวของ NBN อย่างไรก็ดีไทยคมน่าจะฟื้นตัวและกลับมาเติบโตได้ไม่เลวในระยะยาวจากการมองว่าลูกค้าใหม่น่าจะใช้บริการดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีก ราคาเป้าหมายปี 60 ตามวิธี DCF ของเราอยู่ที่ 23 บาท ซึ่งถือเป็นอัพไซด์ราว 18.5% คาดการณ์ปันผลตอบแทนดีที่ 4.2% Price Pattern ของ THCOM กลับมาเกิดความแข็งแกร่งในระยะสั้น จากการเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ และหาก Price Pattern ของ THCOM สามารถปิดตลาดรายสัปดาห์ได้เหนือ 20.00 บาท ก็จะทำให้กลับมาเกิดความแข็งแกร่งเพิ่มเข้ามาในระยะกลาง จากการกลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ THCOM มีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 23 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 26.50 บาท ตามลำดับ ซึ่ง THCOM มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 19 บาท (แนวต้าน: 19.50, 19.70, 19.80; แนวรับ: 19.30, 19.20, 19.00)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• ตัวเลขยานยนต์อ่อนแอลงใน ต.ค. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานตัวเลขผลิตรถยนต์ใน ต.ค. ปีนี้ลดลง 2.6% เมื่อเทียบปีก่อนสู่ 161,105 คัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศกลับลดลง 10.7% เทียบปีก่อนสู่60,634 คัน ขณะที่การส่งออกรถสำเร็จรูปลดลง 7.2% สู่ 103,912 คันด้วยมูลค่าส่งออกลดลง 10.1% เทียบปีก่อนเหลือ 5.39 หมื่น ลบ. สำหรับ 10 เดือนแรก การผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น 2.5% สู่ 1,637,841 คัน ขณะที่ส่งออกลดลงเหลือ 5.39 หมื่น ลบ. สำหรับ 10 เดือนแรก การผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น 2.5% สู่ 1,637,841 คัน ขณะที่ส่งออกลดลง 1.25% เทียบปีก่อนสู่ 1,003,918 คัน โดยที่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 8.7% สู่ 5.344 แสน ลบ. ยอดขายในประเทศลดลง 0.7% สู่ 617,159 คัน (ส.อ.ท.) ความเห็น: ยอดขายในประเทศที่อ่อนตัวน่าจะมาจากช่วงถวายความอาลัย ขณะที่ตัวเลขส่งออกกระทบโดยเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ เราคงคำแนะนำเป็นกลางสำหรับหมวดยานยนต์ด้วยแนวโน้มฟื้นตัว
• ความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ต.ค. สูงสุดรอบเจ็ดเดือน ส.อ.ท. รายงานตัวเลขความเชื่อมั่นเท่ากับ 86.5 สูงสุดรอบเจ็ดเดือน เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกันจาก 84.8 ในเดือน ก.ย. เพราะยอดคำสั่งซื้อที่มากขึ้นต้อนรับความต้องการช่วงเทศกาลทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะคู่ค้า เช่น จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐในช่วงสิ้นปี ดัชนีความเชื่อมั่นสำหรับช่วงสามเดือนข้างหน้าดีขึ้นเป็น 102.9 สูงสุดรอบ 11 เดือนจาก 102.4 จุดใน ก.ย. อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตยังคงกังวลเรื่องต้นทุนการผลิต ความสามารถในการแข่งขันด้านราคา เรื่องสภาพคล่องของ SME ความผันผวนของค่าเงินและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก คัน (ส.อ.ท.)
ต่างประเทศ:
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีในวันพุธ หลังการเผยแพร่รายงานการประชุมเฟดประจำเดือนพ.ย. ซึ่งไม่มีอะไรแปลกใหม่ ราคาพันธบัตรอายุ 2 ปีปรับตัวลง สู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 ปี อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 1.13% หลังจากที่ปรับตัวขึ้นที่ระดับ 1.15% ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 6 เม.ย. 53 ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปี ลดลง 9/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 2.35% หลังจากก่อนหน้านี้ที่ปรับตัวขึ้นที่ระดับ 2.42% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 15 ก.ค. 58 (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 46 เมื่อวันพุธโดยได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจหลายฉบับซึ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวอย่างมั่นคงและข้อมูลเศรษฐกิจหนุนความคาดหวังในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้มากขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า 1.2% เทียบกับเงินเยนที่ระดับ 112.51 เยน ก่อนหน้านี้ดอลลาร์สหรัฐแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือนที่ 112.97 เยน ส่วนเงินยูโรยังคงอ่อนค่าลงเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยอ่อนค่า 0.7% อยู่ที่ระดับ 1.0550 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากก่อนหน้านี้ ตะระดับต่ำสุดในรอบ 19 เดือน (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธก่อนวันหยุดเนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม แม้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงและมีผลต่อดัชนีแนสแดคก็ตาม หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมได้แรงหนุนจากรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนต.ค. ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากมีความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่น ๆ ตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในวันพฤหัสและปิดเร็วขึ้นในวันศุกร์ (Reuters)
• รายงานการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 1-2 พ.ย. 59 :เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งเพียงพอที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รายงานการประชุมล่าสุดจากเฟด ซึ่งแสดงว่าคณะกรรมการเฟดดูเหมือนมีความมั่นใจตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. ว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ (Reuters)
• ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐดีดตัวในเดือนต.ค. มีปัจจัยผลักดันจากความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุนที่มีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น ส่วนคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบินเพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากที่ลดลง 1.4% ในเดือนก.ย. ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐานในขณะนี้เพิ่มขึ้น 4 ใน 5 เดือนที่ผ่านมา (Reuters)
• เฟดสาขาแอตแลนตาประมาณการ GDP ไตรมาส 4/59 จะขยายตัวในอัตรา 3.6% ต่อปี เศรษฐกิจขยายตัวในอัตรา 2.9% ในไตรมาส 3/59 (Federal Reserve Bank of Atlanta)
• ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้น 18,000 คน อยู่ที่ 251,000 คน ณ วันที่ 19 พ.ย. เทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 250,000 คน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าระดับ 300,000 คน บ่งบอกถึงสภาวะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งมาเป็นเวลา 90 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว นับว่ายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513 (Reuters)
• ยอดขายบ้านเดี่ยวใหม่ลดลงในเดือน ต.ค. แต่คาดว่าน่าจะเป็นการปรับตัวลงชั่วคราวเท่านั้นเนื่องจากขัดแย้งกับตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง โดยตัวเลขยอดขายบ้านดังกล่าวลดลง 1.9% อยู่ที่ 563,000 หน่วยในเดือน ต.ค. ขณะที่ตัวเลขยอดขายเดือน ก.ย.ถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 574,000 หน่วยจาก 593,000 หน่วยที่รายงานก่อนหน้านี้ ซึ่งในเดือนที่แล้วนักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ว่ายอดขายบ้านเดี่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง (Reuters)
• กิจกรรมภาคการผลิตในสหรัฐฯ เดือนพ.ย. ที่จะขยายตัวมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2558โดย Markitรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นของสหรัฐฯ เดือนพ.ย. อยู่ที่ 53.9 สูงขึ้นจากเมื่อเดือนต.ค. ก่อนหน้าที่ 53.4 (HIS Markit)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพุธทรงตัวโดยดัชนี pan-European STOXX 600 index อ่อนตัวลงเล็กน้อย 0.07% หลังปรับตัวสูงขึ้น 2 วันติดต่อกันก่อนหน้านี้ ทั้งนี้หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาโลหะ (Reuters)
• ดัชนี PMI ยูโรโซนล่าสุดยังคงส่งสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่งในปีนี้ โดย Markitรายงานดัชนี PMI เบื้องต้น ซึ่งรวมทั้งภาคการผลิตและบริการของยูโรโซน ดีดตัวแตะ 54.1 ในเดือนพ.ย. จาก 53.3 ในเดือนต.ค. และทำระดับสูงสุดในปีนี้นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว (IHS Markit)
• ดัชนี PMI เดือนพ.ย. ตอกย้ำถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจเยอรมนี โดย Markitรายงานดัชนี PMI เบื้องต้น ซึ่งรวมทั้งภาคการผลิตและบริการของเยอรมนีเดือนพ.ย. อยู่ที่ 54.9 เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากเมื่อเดือนต.ค. ก่อนหน้าที่ 55.1 แต่ยังอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของปีนี้ที่ 54.2 ทั้งนี้หลักๆ มาจากกิจกรรมภาคการบริการที่ขยายตัวโดดเด่น ขณะที่ภาคการผลิตชะลอตัวลงเล็กน้อย (IHS Markit)
• ตัวเลขผลผลิตในผรั่งเศสยังคงแข็งแกร่งในเดือนพ.ย.โดย Markitรายงานดัชนี PMI เบื้องต้น ซึ่งรวมทั้งภาคการผลิตและบริการของฝรั่งเศสเดือนพ.ย. อยู่ที่ 52.3 สูงขึ้นจากเมื่อเดือนต.ค. ก่อนหน้าที่ 51.6 นำโดยการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกิจกรรมภาคการบริการ เช่นเดียวกับภาคการผลิตที่ขยายตัวได้เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน (IHS Markit)
เอเชีย:
• หุ้นญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบใกล้ 11 เดือนในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จากเงินเยนที่อ่อนค่าลงหลังจากที่หุ้นวอลล์สตรีทปิดที่จุดสูงสุดใหม่ในคืนที่ผ่านมา ในขณะที่เงินดอลลาร์ยังวิ่งแรงต่อ เนื่องจากข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นในรอบหลายปี(Reuters)
• ประเทศจีนจะปกป้องสิทธิขององค์การการค้าโลก (WTO) ถ้าทรัมป์เข้ามาเคลื่อนไหวเรื่องอัตราภาษี จีนจะปกป้องสิทธิของตนภายใต้กฎระเบียบภาษีองค์การการค้าโลก ถ้าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ได้รับเลือกตั้งคนใหม่ คือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาและดำเนินการคุกคามตามการหาเสียงของเขา ที่จะเรียกเก็บอัตราภาษีอย่างเป็นการลงโทษสินค้าที่ทำในประเทศจีน นี่เป็นคำกล่าวอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ผ่านมาของเจ้าหน้าที่การค้าระดับสูงของจีน (Reuters)
• ประเทศจีนเป็นท็อปด้านนวัตกรรม: จีนจะผลักดันการเติบโตในด้านนวัตกรรมของเอเซียอย่างกว้างขวางทั่วโลก และกำลังกลายเป็นประเทศแรกที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร 1 ล้านฉบับภายในหนึ่งปี ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) นักประดิษฐ์ชาวจีนส่วนใหญ่ยื่นใบสมัครในปี 2558 ในงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้าซึ่งรวมถึงการโทรคมนาคมตามด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องมือวัดรวมทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในขณะที่ทั่วโลกมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรจำนวน 2.9 ล้านฉบับเมื่อปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 7.8% จากปี 2557 ซึ่งประมาณสองในสามของสิทธิบัตรที่ยื่นจะได้รับการอนุมัติในท้ายที่สุด สหรัฐฯ เป็นอันดับที่สองในปีที่ผ่านมาที่ยื่นการจดสิทธิบัตร 526,296 ฉบับตามด้วยญี่ปุ่นที่ 454,285 ฉบับ และเกาหลีใต้ 238,015 ฉบับ (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• น้ำมันพลิกบวกวันพุธ แม้นักลงทุนจะกังขาว่าจะลดการผลิตได้ขนาดที่จะแก้ปัญหาอุปทานล้นเกินได้จริงหรือ น้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าบวก 8 เซนต์ ปิดที่ 48.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent บวก 5 เซนต์ ปิดที่ 49.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปิดสูงสุดนับแต่สิ้น ต.ค. (Reuters)
• ทองคำลดลง 2% สู่จุดต่ำสุดรอบ 9 เดือนครึ่งวันพุธ หนุนโดยดอลลาร์ที่แข็งค่าวิ่งสูงสุดนับแต่ปี 46 เพราะตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดี ยิ่งย้ำว่าน่าจะขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้าเลย ราคาทองคำตลาดจรปิดลบ 1.9% ไปอยู่ที่ 1,188.82 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังอ่อนตัว 2.5% แตะ 1,188.82 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ต่ำสุดนับแต่ 10 ก.พ. ราคาทองคำตลาดจรปิดลบ 1.8% ไปอยู่ที่ 1,189.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)









