วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล็งเสนอ'กพช.'อนุมัติลงทุนคลังรับแอลเอ็นจี3โครงการ

"กบง." เตรียมเสนอ "กพช." อนุมัติลงทุนคลังรับแอลเอ็นจี 3 โครงการ รวม 15.5 ล้านตัน รับมือประมูลสัมปทานรอบ 21 ล่าช้า-โรงไฟฟ้าถ่านหินยังไม่เกิด

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2559 ซึ่งมี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ ดังนี้ คือ แนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติและ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อความมั่นคง โดยกบง.ได้ติดตามสถานการณ์และแนวโน้มความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศอย่างต่อเนื่อง พบว่า เนื่องจากในปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี 2558 - 2579 (PDP 2015) ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก ส่งผลทำให้การดำเนินงานตามแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015) และแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) อาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ กระทรวงพลังงาน จึงได้มีการทบทวนและปรับประมาณการความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์

โดยคาดว่า ในปี 2579 ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะอยู่ที่ระดับ 5,062 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณการไว้ตามแผน PDP 2015 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4,344 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะมีปริมาณลดลงในอนาคต ส่งผลทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้น โดยคาดว่า ในปี 2565 ความต้องการการนำเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 17.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการประมาณการเดิม ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2559 และในช่วงปลายแผน คือ ในปี 2579 ความต้องการการนำเข้า LNG จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 34 ล้านตันต่อปี

ดังนั้น จำเป็นต้องมีการปรับแผนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดหา LNG ในระยะยาวของประเทศ ให้สอดคล้องและสามารถรองรับความต้องการใช้และการจัดหาที่เพิ่มมากขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้

โดย กบง.เห็นชอบให้มีการนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงาน( กพช. )พิจารณาในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Facilities) ดังนี้ 1.โครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ จ.ระยอง แห่งที่ 2 ที่ กพช. เคยมีมติมอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2565 (ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2559) ให้สามารถดำเนินการขยายให้สามารถรองรับการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น จากเดิม 5 ล้านตันต่อปี เป็น 7.5 ล้านตันต่อปี เนื่องจากการมีคาดการณ์จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่า กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศจะลดลงมากกว่าที่เคยประมาณการไว้

2.โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในประเทศเมียนมา ขนาด 3 ล้านตันต่อปี โดยมอบหมายให้ ปตท. ไปดำเนินการศึกษาในรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พ.ค. 2560

3.โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ของ กฟผ. ให้นำผลการศึกษาเสนอ กพช. เพื่อพิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ กบง.ยังเห็นชอบ แผนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ในระยะสั้น ปี 2560 – 2564 เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย ปี2558 – 2579 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงพลังงาน