‘เจเอสพี’ รายได้ปีนี้พลาดเป้าหลังบริษัทเร่งปรับแผนธุรกิจมาเน้นแนวราบ เหตุตลาดคอนโดมิเนียมชะลอ และยอดปฏิเสธพุ่ง
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) JSP เปิดเผยว่า ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทเร่งปรับแผนธุรกิจใหม่ หลังจากที่ภาวะอุตสาหกรรมหดตัวลง ส่งผลให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ก่อนหน้านี้ โดยหันมาเน้นเจาะตลาดแนวราบ มูลค่าต่ำกว่า 5 ล้านบาท เพราะสามารถก่อสร้างและทำการขายได้รวดเร็วกว่าคอนโดมิเนียม
“เดิมทีบริษัทมีสัดส่วนยอดขายแนวราบเพียง 30-35% ปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% จากแผนการเปิดโครงการแนวราบ 6 โครงการ มูลค่า 4.28 พันล้านบาท โดยบริษัทมองว่าตลาดแนวราบ มูลค่าต่ำกว่า 5 ล้านบาท ยังเติบโตต่อได้ ในขณะที่คอนโดมิเนียมเริ่มชะลอตัวลง รวมถึงการปล่อยสินเชื่อของแบงก์ในกลุ่มแนวราบทำได้ง่ายกว่า ซึ่งที่ผ่านมาลูกค้าคอนโดมิเนียมของบริษัทมียอดปฏิเสธถึง 15-20%”
การปรับแผนธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้ปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ ปรับกลยุทธ์และภาพลักษณ์องค์กรทั้งหมด รวมถึงจัดตั้งบริษัทย่อย คือ บจ. เจ.เอส.พี.แอสพลัส เพื่อดูแลการพัฒนาโครงการเพื่อขาย และด้วยอุตสาหกรรมภาพรวมที่ชะลอตัวลง ทำให้รายได้ปีนี้น่าจะทำได้เพียง 3,800-4,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5,000 ล้านบาท โดย 9 เดือนที่ผ่านมาทำได้แล้ว 1,677 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 4 นี้น่าจะทำได้ราว 1,800-2,000 ล้านบาท
หลังปรับแผนธุรกิจแล้ว จะเริ่มเห็นบริษัทกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง โดยปีหน้าคาดว่ารายได้จะโตไม่ต่ำกว่า 20% ซึ่งมาจากแนวราบไม่ต่ำกว่า 60% และที่สำคัญการปรับมาขายแนวราบมากขึ้นทำให้เงินลงทุนหมุนได้เร็วขึ้น เพราะแนวราบใช้เวลาก่อสร้างและเริ่มขายเพียง 6 เดือน ขณะที่คอนโดมิเนียมใช้เวลา 1-1.5 ปี
“ปีหน้าคาดว่ารายได้จะแตะ 5,000 ล้านบาท และภายใน 3 ปีหน้า บริษัทหวังว่ารายได้จะสามารถเพิ่มขึ้นไปแตะ 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้บริษัทขึ้นไปเป็น 1 ใน 5 ผู้นำกลุ่มบ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาท”
ปัจจุบันบริษัทมียอดรอรับรู้รายได้ 5,600 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในไตรมาส 4 จำนวน 2,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือรับรู้ในปี 2560-2561
สำหรับแผนการลงทุนโครงการแนวราบขนาดใหญ่ในประเทศร่วมกับพันธมิตรจีน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือน พ.ย.นี้ โดยโครงการจะตั้งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการผสมทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่การค้า ทั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเสนอคณะกรรมการอนุมัติวงเงินออกหุ้นกู้ในปี 60 มูลค่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการทยอยออกอายุ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง เพื่อเสริมสภาพคล่องและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต รวมถึงจะทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง









