วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อัศวิน'ลั่น'รฟม.'ไร้สิทธิ์บังคับจ่ายเงินสายสีเขียวใต้

"กทม." เร่งตั้งโต๊ะเจรจา "รฟม." หลังถูกบี้จ่ายค่ากรรมสิทธิ์ที่ดินสร้างรถไฟสายสีเขียวใต้ก้อนแรก 3.5 พันล้าน "อัศวิน" ลั่นไม่มีสิทธ์บังคับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังการประชุม คณะกรรมการประเมินมูลค่าหนี้สินและทรัพย์สิน และพิจารณากำหนดขั้นตอนการโอนหนี้สินและทรัพย์สินระหว่างกัน สำหรับโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ซึ่งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ต้องโอนให้กทม. โดยรฟม.ได้สรุปตัวเลขค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและหนี้สินโครงการ มูลค่ารวม 21,403 บาท แบ่งเป็นหนี้สินเงินกู้ระยะยาว ประมาณ 17,538 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินกับค่าธรรมเนียมต่างๆ ประมาณ 3,557 ล้านบาท ซึ่งในส่วนค่าจัดกรรมสิทธิ์ดังกล่าว กทม.ต้องชำระเป็นก้อนแรก ก่อนวันรับโอนกรรมสิทธิ์จากรฟม.วันที่ 1 เม.ย.2560

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า “รฟม.ไม่มีสิทธิ์บังคับให้กทม.ต้องจ่ายเงิน ซึ่งถ้ากทม.ไม่จ่าย รฟม.ก็ไม่ต้องโอน”

ด้านนางวรรณวิไล พรหมลักขโณ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ขณะนี้ปลัดกทม. ได้มอบหมายให้ข้าราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเจรจากับรฟม. เพื่อพิจารณาแนวทางการจ่ายเงินก่อน เพราะหาก กทม.นำเงินสะสมมาใช้อาจจะกระทบกับการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญและผู้สูงอายุ ส่วนการออกพันธบัตรและการกู้เงินเพื่อนำมาจ่ายรฟม.นั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 1 ปี ส่วนกรณีที่กระทรวงคมนาคม (คม.) ระบุว่ากทม.แจ้งเปลี่ยนวันทดสอบเดินรถเป็นวันที่ 1 มี.ค.2560 นั้น กทม.ยืนยันว่าในวันที่ 5 ธ.ค. ยังคงเปิดทดสอบเดินรถจากสถานีแบริ่ง-สำโรง เช่นเดิม เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมทดสอบระบบฟรี ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นต้นทางการในช่วงต้นปี 2560

ขณะที่นายสุธน อาณากุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. กล่าวว่า จะเตรียมนำรายละเอียดโครงการเข้าสู่การประชุมสภากทม.เพื่อพิจารณา ซึ่งจะเปิดประชุมสมัยแรกในเดือนม.ค.2560 โดยมูลค่าการลงทุนรวมของโครงการทั้ง 2 ช่วง รถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และสายสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต แบ่งเป็น ค่างานโยธาที่กทม.ต้องชำระคืนให้กระทรวงการคลัง เป็นเงิน 60,815 ล้านบาท ส่วนงานติดตั้งระบบ อีก 15,500 ล้านบาท กทม.เป็นผู้ดำเนินการเอง ทั้งนี้ กทม.จะต้องชดใช้เงินค่าก่อสร้างดังกล่าวให้รฟม. โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป เพราะจะเป็นปีที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวทุกช่วง จะอยู่ในความดูแลของ กทม. และตั้งแต่ปี 2572-2585 จะเป็นช่วงที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก ทำให้กทม.ได้รับเงินจากค่าโดยสารจากการประเมินจำนวนกว่า 3 แสนล้านบาท เมื่อหักต้นทุนการบริหารจัดการเดินรถ 2 แสนล้านบาท กทม.ก็จะคงเหลือเงินอีก 1 แสนล้านบาท จึงสามารถนำมาชำระเป็นค่าก่อสร้างโครงสร้างรถไฟฟ้าให้แก่รฟม.ได้

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้มีมติที่ประชุม ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2558 เห็นชอบในหลักการให้กทม.เป็นผู้เดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2559 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ร่วมกันระหว่างกทม. กระทรวงคมนาคม การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2559 นายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯกทม. ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าฯกทม.ในขณะนั้น ได้เห็นชอบและมอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ รวมทั้งจัดการติดตั้งระบบเดินรถ

รายงานข่าวระบุด้วยว่า สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จะเชื่อมต่อจากสถานีแบริ่งบริเวณซอยสุขุมวิท 107 มีทั้งหมด 9 สถานี ประกอบด้วย 1.สถานีสำโรง (E15) ตั้งอยู่ระหว่างสะพานข้ามคลองสำโรงกับแยกเทพารักษ์ 2.สถานีปู่เจ้าสมิงพราย (E16) ตั้งอยู่บริเวณถนนซอยสุขุมวิท 115 3.สถานีเอราวัณ (E17) ตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิทซอย7 4.สถานีโรงเรียนนายเรือ (E18) ตั้งอยู่หน้าโรงเรียนนายเรือ 5.สถานีสมุทรปราการ (E19) ตั้งอยู่หน้าวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ 6.สถานีศรีนครินทร์ (E20) ตั้งอยู่บริเวณสะพานข้ามคลองบางปิ้ง 7.สถานีแพรกษา (E21) ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนสมุทรปราการ 8.สถานีสายลวด (E22) ตั้งอยู่บริเวณซอยเทศบาลบางปู 45 และ 9.สถานีเคหะสมุทรปราการ (E23) ตั้งอยู่บริเวณซอยเทศบาลบางปู 50 รวมระยะทาง 13 กิโลเมตร มีศูนย์ซ่อมบำรุงพื้นที่ 123 ไร่ หลังสถานีไฟฟ้าย่อยบางปิ้ง และมีอาคารจอดแล้วอยู่บริเวณสถานีปลายทางเคหะสมุทรปราการ เนื้อที่18 ไร่ สามารถจอดรถได้ทั้งหมด 1,200 คัน