โบรกเกอร์ประเมินหุ้นไทยยังถูกปกคลุมโดยปัจจัยต่างประเทศ แนะลงทุนอย่างระมัดระวัง
โบรกเกอร์ประเมินหุ้นไทยยังถูกปกคลุมโดยปัจจัยต่างประเทศ แนะลงทุนอย่างระมัดระวัง
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (21-25 พ.ย.) จะยังขึ้นกับปัจจัยต่างประเทศ เชื่อว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจว่านโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ จะลบต่อตลาดหุ้นมากหรือน้อยขนาดไหน ซึ่งจะทำให้การซื้อขายในสัปดาห์นี้จะเต็มไปด้วยความระมัดระวังและอ่อนไหวเป็นอย่างมากต่อความคืบหน้าในเรื่องนี้
นอกจากนี้ การประชุมระหว่าง OPEC และผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น เช่น รัสเซีย ก็ไม่ได้มีความคืบหน้าหรือสามารถระบุตัวเลขของกำลังการผลิตน้ำมันที่จะลดลงได้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ผ่านช่วงของการรายงานผลประกอบการมาแล้ว ตลาดยังไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ แรงขายของนักลงทุนต่างประเทศ น่าจะยังมีต่อหลังตลาดมีทั้งความเสี่ยงต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐและความเสี่ยงจากนโยบายการค้าต่างประเทศของสหรัฐ ส่งผลให้เงินดอลล่าร์กลับมาเป็น safe haven asset อีกครั้งหนึ่ง และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเป็นตัวเร่งให้มีการขายเร็วขึ้น
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในสัปดาห์นี้ จึงยังต้องใช้ความระมัดระวังอยู่ต่อไป แม้เราประมาณการว่าตลาดจะรับรู้เรื่องลบไปมากแล้วก็ตาม แต่ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ที่ยังไม่นิ่งและคาดเดายากว่าจะออกไปในทางใด เนื่องจากไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว บล.เคทีบีจึงแนะนำให้ชะลอการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่มีความเสี่ยงจากการขายโดยนักลงทุนต่างประเทศ แต่มองว่าด้วยระดับดัชนีตลาดหุ้นไทย ที่มีจุดแข็งตรงที่มีปัจจัยในประเทศหนุนและตลาดหุ้นไทยเองไม่ได้ปรับขึ้นมามากหรือค่า P/E สูงมากนัก (current p/e 16.2 เท่า) แรงขายที่เกิดขึ้น จึงไม่น่าที่จะรุนแรงนัก ยกเว้นสถานการณ์เลวร้ายกว่าเกินที่เราคาดไว้ โดยมองดัชนีสัปดาห์นี้ จะผันผวนในกรอบ 1,451 -1,510 จุด
โดยหุ้นที่มีโอกาสฟื้นกลับเร็วหรือหุ้นที่น่าสนใจ จะเป็นหุ้นที่มีธุรกิจในประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ (Domestic Play) หรือ และหุ้นกลุ่มที่ราคาปรับตัวลงมามาก ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มที่ถูกมองเป็นลบจากนโยบายของนายทรัมป์เช่น กลุ่มส่งออก หากมีความเป็นไปได้ว่า การค้าระหว่างประเทศจะไม่ถูกกระทบหรือกระทบน้อย จะเป็นกลุ่มที่จะกลับมาบวกได้ เช่นกันหุ้นที่เป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (Dividend Play) จะถูกลดความน่าสนใจลง เป็นผลจากที่ผลตอบแทนตราสารพันธบัตรที่ต้องการที่จะสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นลบต่อหุ้นเหล่านี้ โดยเฉพาะหุ้นที่มีการจ่ายปันผลไม่สูงนัก









