คาดตลาดยังอยู่ในกรอบ 1450-1490
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : ยังถูกกดดันจากเงินทุนไหลออก และตลาดรอปัจจัยบวกใหม่
เราคาดตลาดหุ้นไทยวันนี้ยังคงแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1464-1490 จุด หลังขึ้นทดสอบ 1486 จุด ไม่ผ่าน ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้นมาถึงระดับ 2.20-2.40% ซึ่งเป็นระดับที่ความเร็วของการปรับขึ้นน่าจะเริ่มชะลอตัวลง และทำให้ตลาดเริ่มทรงตัว เราคาดตลาดยังมีแรงกดดันจากเงินทุนไหลออกเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ ปรับเพิ่มมุมมองบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งการปรับพอร์ตอาจทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ เคลื่อนไหวแย่กว่า (Underperform) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปอีกระยะ
การประมูลพันธบัตรไทย 10 ปี 1.6 หมื่นล้านบาท วานนี้ มีความต้องการมากกว่าวงเงินประมูลเพียง 1.18 เท่า ซึ่งอาจแสดงถึงนักลงทุนต่างชาติประเมินผลตอบแทนที่ 2.6% ยังไม่น่าสนใจ ดังนั้นเราอาจยังไม่เห็นการกลับเข้ามาซื้อของนักลงทุนต่างชาติในเร็ววัน อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าแรงขายจะเริ่มชะลอตัวลงหลังการปรับพอร์ตดำเนินไประยะหนึ่งแล้ว
ปัจจัยติดตามอื่นๆ : จับตาการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกับว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ / ถ้อยแถลงของเจนเจต เยลเลนต่อสภาคองเกรสคืนนี้ // ข้อมูลบริษัทจาก Opportunity day: 17 พ.ย. – COL, JWD, ERW, ASP, AS, PF/ 18 พ.ย. – PTT, PTTEP, PTTGC, TOP, GPSC / 21 พ.ย. – TASCO, GLOBAL, JSP, SPCG, GOLD, BJCHI / ค่าเงินยูโรอ่อน - หุ้นที่ถือหนี้สกุลยูโรมาก ได้ประโยชน์ อาทิ THAI และ TPIPL
แนวรับ/แนวต้าน : 1465 /1490 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 40% : พอร์ตหุ้น 60%
คำแนะนำทางกลยุทธ์ : คาดตลาดยังอยู่ในกรอบ 1450-1490 กลยุทธ์วันนี้ขอเลือกหุ้นพื้นฐานดีที่น่าจะเป็นเป้าหมายของการซื้อคืน (short covering target) รวมทั้งหุ้นที่ไม่เสียเปรียบต้นทุน (ยังขึ้นไม่มาก) มีประเด็นเฉพาะตัว รวมทั้งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น และมีฐานการผลิตหรือเติบโตอิงสหรัฐฯ ยังขอเลี่ยงหุ้นกลุ่มบันเทิงเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดประมาณการ
// หุ้น top pick เชิงกลยุทธ์ IVL, PTTGC, AOT/ เก็งกำไร TTA*
ประเด็นเก็งกำไรเชิงกลยุทธ์
- หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก USD แข็งค่า: BH, ERW, IRPC, PTT, TU / ยูโรอ่อน: THAI, TPIPL
- หุ้นลงทุนในธุรกิจพลังงานเหมืองแร่: BJCHI*, STPI*, SQ*
- หุ้นที่มีธุรกิจ หรือฐานการผลิตในสหรัฐฯ: IVL, EPG, TU
- หุ้นลุ้น SET ทะลุ 1520: ธนาคาร - KBANK SCB/ พลังงาน - PTTGC PTT PTTEP/ Valuation ถูก – HANA* BCP
- หุ้นโภคภัณฑ์: TTA* PSL* STA* TRUBB* KBS*
- หุ้นได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น (เงินเฟ้อ): BLA*, TIP*, EASTW*
- หุ้นที่ได้รับแรงหนุนจากฤดูกาลปลายปี: TU, ROBINS, BCP, AP, BDMS, BH, BCH, DCC, DRT
หุ้นแนะนำ
IVL (40) : ได้ประโยชน์จากขาขึ้นรอบใหม่ของปิโตรเคมี ด้วยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นหว่าในอดีตถึง 3 เท่า จะทำให้กำไรเร่งตัวขึ้นเร็ว หากส่วนต่าง (spread) กว้างขึ้น มีฐานการผลิตอยู่ในสหรัฐฯ อาจได้รับผลดีหลังเลือกตั้ง
PTTGC (70) : ผลประกอบการรายไตรมาสยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดไตรมาส 2/59 ขณะที่ earnings momentum ระยะกลางโดดเด่น โดยคาดกำไรปี 2560 เติบโตถึง 29.5%
AOT (464) : คาดเป็นเป้าหมาย shot covering ทั้งนี้ราคาที่ปรับลดลง 13% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาน่าจะสะท้อนความเสี่ยงที่ชะลอตัวจากทัวร์ 0 เหรียญจีนหายไประดับหนึ่งแล้ว
TTA* (11) : เก็งกำไร BDI และราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ 11.76 บาท / ตัดขาดทุนที่ 9.10 บาท
(* หุ้นที่ไม่อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH/หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ ผู้ลงทุนควรพิจารณาจุดตัดขาดทุน ราว 3-5%)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ 3 นักธุรกิจหนุ่มจับมือตั้ง “ชิฟเวนเจอร์ส” แหล่งเงินทุนใหม่ของสตาร์ทอัพไทย เน้นจับคู่นักลงทุนกับสตาร์ทอัพในกลุ่มค้าปลีกอสังหาฯอาหาร และการท่องเที่ยว เบื้องต้นมีนักลงทุนในพอร์ต 30 คน รวมเม็ดเงินลงทุน 1 พันล้านบาท ขณะที่ “เจมาร์ท” เผยร่วมลงขันมองเทรนด์ธุรกิจมีศักยภาพเติบโตสูง ทางด้านแบงก์มอง “ฟินเทค” เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย มั่นใจยังได้เปรียบจากฐานทุน-ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ผ่านวิกฤติ แนะปรับตัวบนจุดแข็งที่มี ด้านแอสเซ็นต์ ยันดึงอาลีบาบามา ไม่หวังแข่งแบงก์ปล่อยกู้ ขณะที่ “ไอเอ็มดี” ชี้ไทยส่งเสริมสตาร์ทอัพ ปั้น “ยูนิคอร์น” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (กรุงเทพธุรกิจ)
+ “สมคิด” จับตานโยบาย “ทรัมป์” มองผันผวนระยะสั้น นโยบายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐหนุนเอกชนไทยหาโอกาสลงทุนเชื่อสหรัฐไม่ทิ้งเอเชีย ส่วนกีดกันการค้าจีนเป็นผลกระทบระยะสั้น พร้อมเตรียมรับมือนโยบายการค้าใหม่ ด้านเฟดจับตาปฏิกิริยาตลาดหลัง ขณะอุตสาหกรรมการผลิตมะกันเรียกร้อง เจรจาแก้ปัญหาการค้าจีน-เม็กซิโกแทนการทำสงครามการค้า (กรุงเทพธุรกิจ)
+ ททท.ยันกิจกรรมปลายปีเดินหน้าตามปกติ เร่งสร้างความเข้าใจนักท่องเที่ยว พร้อมกระตุ้นตลาดระยะใกล้ ชดเชยทัวร์จีนที่หายไป ทางด้านภาคบริการชี้อย่าวิตก เทคโนโลยีป่วนไทย คนยังคงสำคัญ ขณะที่การผลิตยอมรับอนาคตต้องมีการปลดแรงงาน ผลกระทบจากทรัมป์ไม่น่าเป็นห่วง รัฐลุยเบิกจ่าย-กู้หนุนวงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยต่อ (ไทยโพสต์)
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐปิดร่วงลงในวันพุธ และดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดในแดนลบเป็นวันแรก หลังจากปิดตลาดในแดนบวกมานาน 7 วันติดต่อกัน ในขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินดิ่งลง อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดตลาดปรับขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดร่วงลง 54.92 จุด หรือ 0.29% สู่ 18,868.14, ดัชนี S&P 500 ปิดขยับลง 3.45 จุด หรือ 0.16 % สู่ 2,176.94 และดัชนี Nasdaq ปิดบวกขึ้น 18.963 จุด หรือ 0.36 % สู่ 5,294.584 (รอยเตอร์)
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ร่วงลงท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่ผันผวนในวันพุธ ในขณะที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่พุ่งขึ้นสูงเกินคาด และไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับข่าวที่ว่า รัสเซียอาจจะประชุมกับซาอุดิอาระเบียเรื่องข้อตกลงตรึงปริมาณการผลิตน้ำมัน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 24 เซนต์ หรือ 0.5 % มาปิดตลาดที่ 45.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (รอยเตอร์)
- ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดร่วงลงในวันพุธ หลังจากปรับขึ้นในวันจันทร์และวันอังคาร โดยหุ้นบริษัทโรลส์-รอยซ์และบริษัทบาร์รัทท์ดิ่งลง หลังจากสองบริษัทนี้เปิดเผยรายงานธุรกิจ ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดร่วงลง 43.02 จุด หรือ 0.63 % สู่ 6,749.72 โดยดัชนีเพิ่งปิดตลาดบวกขึ้น 0.3 % ในวันจันทร์ และปรับขึ้นอีก 0.6 % ในวันอังคาร
+ ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดพุ่งขึ้นมาที่ระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือนครึ่งในวันพุธ ขณะที่เยนที่อ่อนค่าลงหนุนหุ้นกลุ่มส่งออก และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่พุ่งขึ้นหนุนหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้น ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดพุ่งขึ้น 194.06 จุด หรือ 1.10% ที่ 17,862.21 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. (รอยเตอร์)






