ต่างชาติเทขายหุ้นใหญ่ ทิ้งหุ้นไทยขนเงินออก โบรกเกอร์ ชี้พรุ่งนี้ดัชนีเสี่ยงลงต่อ พร้อมแนะรอดูจังหวะเหมาะสมหากเข้าซื้อ แนวรับ 1,450 จุด
สำหรับการลงทุนหุ้นไทยในวันนี้ (14พ.ย.) ปรับตัวลดลงมาซื้อขายในแดนลบตลอดทั้งวัน และปิดทำการซื้อขาย ดัชนีมาอยุ่ที่ระดับ 1,469.23 จุด ลดลง 25.30 จุด หรือ 1.69% จุด โดยสูงสุดของวันอยู่ที่ 1,483.29 จุด และต่ำสุดอยู่ที่ 1,467.37 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 58,165.61 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิ 2,552.94 ล้านบาท สถาบันขายสุทธิ 3,628.03 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 365.50 ล้านบาท และ 5,815.48 ล้านบาท
ส่วนสาเหตุที่หุ้นปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ ยังคงขายต่อเนื่อง เช่นเดียวกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเพราะต้องการทำกำไรจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง
อีกปัจจัยหนึ่ง คือ โดยปกติเกือบทุกปีในช่วงเดือนพ.ย. และเดือนธ.ค. นักลงทุนต่างชาติ จะขนเงินออกและขายสุทธิหุ้นไทย ประกอบกับช่วงนี้มีประเด็นเรื่องธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. และการชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัล ทรัมป์ ที่จะเน้นผลักดันให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตจากภายใน จึงเข้ามาเป็นตัวเร่งให้เงินทุนต่างชาติไหลออกเร็วขึ้น
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวนการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ์ระบุว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เมื่อหลุดแนวรับ 1,470 จุด นักลงทุนควรรอดูจังหวะเหมาะสมในการเข้าซื้อที่ระดับ 1,450 จุด โดยกลุ่มที่น่าสนใจคือหุ้นที่กำลังเข้าสู่ดัชนีเอ็มเอสซีไอ ได้แก่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทที่ผลประกอบการดีกว่านักวิเคราะห์คาด และเตรียมปรับประมาณการกำไรทั้งปีขึ้นคือ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด(มหาชน) และบริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน)
นาวสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นไทยลงแรงกว่า 20 จุด สาเหตุหลักมาจาก sentiment เชิงลบของกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ ค่าเงินดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 9 เดือน ทำให้เงินบาทอ่อนค่าค่อนข้างเร็ว แต่ตลาดหุ้นไทยนับว่าเงินทุนไหลออกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่ม TIPs
ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นสหรัฐ กลับฟื้นตัวได้เร็ว แม้ผลการเลือกตั้งพลิกล็อคอาจจะสร้างแรงกดดันให้กับตลาดทุนตามที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์ แต่ด้วยนโยบายของทรัมป์ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีนิติบุลคล อาจช่วยให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐ ดีขึ้นในช่วงแรก ตลอดจนการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่คุมเข้มนับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551 สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวได้เร็วขึ้นในช่วงแรก
ประเด็นเฟด เตรียมพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ยังคงมองว่ามีโอกาสสูงที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. นี้ ตามคาดการณ์เดิม ซึ่งจะยิ่งกดดันให้กระแสเงินทุนมีทิศทางไหลออก แต่จะต่อเนื่องและมากน้อยขนาดไหน ต้องติดตามการส่งสัญญาณของเฟดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องหรือไม่
“เรื่องเฟดยังมองเหมือนเดิม มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย ธ.ค. นี้ ซึ่งถ้าเป็นจริงตามนี้ เมื่อเทียบเคียงกับปีก่อนที่เฟดเคยขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นเงินทุนไหลออก และปกติปลายปีเป็นฤดูกาลเงินไหลออกอยู่แล้ว แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อโฟล์วทางลง แต่จะต่อเนื่องหรือมากน้อยแค่ไหน ต้องดูการส่งสัญญาณของเฟด ว่าจะขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าทรัมป์ ทำตามนโยบายที่พูดไว้ จะทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวช่วงแรก เฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วขึ้นกว่าเดิม”
สำหรับพรุ่งนี้ (15พ.ย.) คาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงจะลงต่อ เพราะยังถูกกดันด้วยประแสเงินทุนไหลออก แม้จะมีแรงเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กตามงบไตรมาส 3 ที่กำลังทยอยประกาศ แต่เกินกำลังที่จะช่วยประคองดัชนีเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ที่ถูกเทขาย
ขณะที่ผลกระทบต่อพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย หลังจากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง มองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินในรายละเอียด เพราะนโยบายเกี่ยวกับการค้าของทรัมป์ ยังพูดในภาพกว้าง ยังไม่ได้ลลงในรายละเอียดอย่างชัดเจน และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวด้วยตนเอง จากการกระตุ้นของภาครัฐ และความคาดหวังการเลือกตั้งในปีหน้า
ด้านกลยุทธ์ แนะลดพอร์ตสำหรับการเก็งกำไร นับตั้งแต่ดัชนีหลุดแนวรับ 1,480 จุด แต่ยังพอที่จะเลือกเก็งกำไรหุ้นรายตัวที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว และมองว่าเริ่มน่าสนใจสำหรับการซื้อลงทุน (เน้นหุ้นที่อิงการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ ได้รับกระทบน้อยจากกระแสเงินทุนไหลออก) หากดัชนีหลุดแนวรับ 1,430 จุด เพราะเป็นโอกาสซื้อในจังหวะที่ราคาลงด้วย Sentiment เชิงลบ ไม่ได้กระทบพื้นฐานโดยตรง พร้อมกับประเมินแวนรับ 1,460-1,450 จุด แนวต้าน 1,480 จุด









