เลือกเก็งกำไรในหุ้นมีพื้นฐาน “เท่านั้น” เน้นหุ้นที่มีผลกำไรแน่นอน ปัจจัยการเติบโตชัดเจน
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : ฟื้นตัวและคาดมี Post-election rally หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
เราคาดดัชนี SET Index วันนี้ปรับตัวขึ้น สะท้อนจิตวิทยาเชิงบวกหลัง FBI ไม่ตั้งข้อหากรณีพบอีเมลชุดใหม่ จากคอมพิวเตอร์ของผู้ช่วยที่ใกล้ชิด ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อคะแนนเสียงของนางคลินตัน นอกจากนี้การที่ DJIA ปรับลดลงต่อเนื่อง 7 วันทำการ ขณะที่ S&P500 ลดลงติดต่อกัน 9 วันทำการ ซึ่งยาวนานในรอบเกือบ 36 ปี น่าจะสะท้อนความกังวลระยะสั้นไปในระดับพอสมควรแล้ว และทำให้ตลาดมีโอกาสเริ่มปรับตัวขึ้น
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงสุดท้าย โดยคะแนนนิยมเฉลี่ยของคลินตันอยู่ที่ 46.6% ขณะที่ทรัมป์อยู่ที่ 44.8% หรือนางคลินตันนำอยู่ 1.8% ขยับขึ้นจากห่างเพียง 1.4% เมื่อ 6 พ.ย.ทั้งนี้เรามองมีโอกาสเกิด Post-election rally ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง หลังตลาดสะท้อนปัจจัยเสี่ยงไประดับหนึ่งแล้ว ทั้งนี้เราประเมินความเสี่ยง downside ที่ 1450-1480 จุด ซึ่งหากเกิดการปรับลงมาในบริเวณดังกล่าว เป็นจุดซื้อเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
สำหรับปัจจัยในประเทศ: เราคาดกลุ่มรับเหมาจะกลับมาได้รับปัจจัยบวกและความสนใจจากตลาด โดยวันนี้ (7 พ.ย.) ยื่นซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง ทราบพลประมาณ ก.พ.-มี.ค.60 ขณะที่รัฐบาล จะมีการเปิดประมูลรถไฟรางคู่หลายเส้นทางในช่วงปี 2560
แนวรับ/แนวต้าน : 1485-1492 /1500 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 70% : พอร์ตหุ้น 30%
คำแนะนำทางกลยุทธ์ : เลือกเก็งกำไรในหุ้นมีพื้นฐาน “เท่านั้น” เน้นหุ้นที่มีผลกำไรแน่นอน ปัจจัยการเติบโตชัดเจน และมีผลการดำเนินงานในช่วงปลายปีที่ดี ทยอยสะสมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น ทางพื้นฐานยังขอเลี่ยงหุ้นกลุ่มบันเทิงเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดประมาณการหากเก็งกำไรข่าวกลับมาออกอากาศปกติหลัง 30 วัน ควรเก็งถึงแค่ประกาศผลประกอบการเท่านั้น // หุ้น top pick เชิงกลยุทธ์ CK, BCP, ACAP*, EASTW*
ประเด็นเก็งกำไรเชิงกลยุทธ์
- กฟภ.พัฒนาระบบสายส่ง-จำหน่ายไฟฟ้า: DEMCO GUNKUL
- รถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง / รางคู่: CK STEC SEAFCO* PYLON*
- หุ้นได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น (เงินเฟ้อ): BLA*, TIP*, EASTW*
- หุ้นที่ได้รับแรงหนุนจากฤดูกาลปลายปี: TU, ROBINS, BCP, AP, BDMS, BH, BCH, DCC
หุ้นแนะนำ
CK (40) : โครงสร้างธุรกิจมีความเชื่อมโยงกับภาครัฐ ทำให้ได้ประโยชน์จากงานประมูลขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีการประมูลมากขึ้นในปี 2560 อีกทั้งมูลค่าเหมาะสมมีโอกาสปรับเพิ่มจากการเติบโตของมูลค่าบริษัทลูก ทั้ง BEM, TTW และ CKP
BCP (42) : หุ้น top pick ในกลุ่มโรงกลั่น ราคาซื้อขายที่เพียง 7x PER อีกทั้งคาดการกำไรปี 2560 โต 16% ทำให้ม๊โอกาสสูงที่จะถูก re-rate ไปซื้อขายในระดับ PER สูงขึ้น ขณะที่ราคาคาดจะปรับตัวสอดคล้องกับค่าการกลั่น (ซึ่งมักจะปรับขึ้นไปจนกลางไตรมาส 1) หลังราคาน้ำมันดิบปี 59-60 น่าจะผันผวนต่ำกว่าอดีต
ACAP* (14) : มีรายได้หลักจากการปล่อยกู้ (ขายฝาก) ทั้งนี้พอร์ตสินเชื่อเติบโตเกินเป้าหมาย 2 พันล้านบาท สู่ 3 พันล้านบาท และคาด 3.5 พันล้านบาท ณ สิ้นปี ทำให้คาดกำไรยังเดินหน้าเป็นขาขึ้นทุกไตรมาส
EASTW* (13) : หุ้นสาธารณูปโภคที่มีกำไรมั่นคง ซื้อขายที่ PER 14x และให้ปันผล 4% ขระที่คาดกำไร 2560 เติบโตจากการปรับเพิ่มค่าน้ำตามเงินเฟ้อหลังไม่ได้ขึ้นมา 2 ปี
(* หุ้นที่ไม่อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH/หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ ผู้ลงทุนควรพิจารณาจุดตัดขาดทุน ราว 3-5%)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
- สำรวจบรรยากาศธุรกิจปลายปี ไอทีออกอาการซึมยาวข้ามปี หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เมินโปรโมชั่นงานอีเวนท์ ตลาดไร้แรงกระตุ้น บิ๊กอสังหาฯระบุโค้งสุดท้ายตลาดโตต่ำ เหตุทุกบริษัทรอดูสถานการณ์-อารมณ์ลูกค้า ปรับแผนจัดแคมเปญเฉพาะโครงการเน้นลดราคา แจกแถม ด้านยานยนต์ เชื่อรถคันแรกครบกำหนดถือครอง-รถใหม่เปิดตัวกระตุ้นยอด (กรุงเทพธุรกิจ)
+ รถไฟไทยพลิกโฉมการเดินทางระบบรางครั้งสำคัญของประเทศเปิดให้บริการเดินรถโดยสารรุ่นใหม่ 115 คัน 4 เส้นทาง ดีเดย์ 11 พฤศจิกายนนี้ มั่นใจตอบโจทย์รองรับการเติบโตเศรษฐกิจท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค คาดมีผู้ใช้บริการปีละ 1,073 ล้านคน สร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 1.2 พันล้านบาท (ไทยรัฐ)
+ แบงก์ชี้ปี 60 แข่งดิจิทัลแบงก์เต็มตัว “กรุงไทย” ชิงจังหวะโค้งท้ายลุยปรับธุรกรรมการเงินสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เล็งเปิดโฉมใหม่เดือน ก.พ.ปีหน้า พร้อมกระทุ้งคนรับสวัสดิการภาครัฐอย่าลืมลงทะเบียนพร้อมใช้ในไตรมาส 4 ปีนี้ ส่วน ‘ธอส.’ชูเงินฝาก พ่วงพร้อมเพย์ ใช้ดอกเบี้ยจูงใจ ด้านการกสิกรไทยยันของดีคนใช้แน่(กรุงเทพธุรกิจ)
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันศุกร์ โดยดัชนี S&P 500 ปิดลดลงเป็นวันที่ 9 ติดต่อกันยาวนานที่สุดในรอบมากกว่า 35 ปี ขณะที่นักลงทุนยังคงชะลอการซื้อขายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันอังคารนี้ ดัชนี Nasdaq ปิดลดลงเป็นวันที่ 9 ติดต่อกัน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลงเป็นวันที่ 7 ติดต่อกัน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 42.39 จุดหรือ 0.24% สู่ 17,888.28, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 3.48 จุดหรือ 0.17% สู่ 2,085.18 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 12.04 จุดหรือ 0.24% สู่ 5,046.37 (รอยเตอร์)
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดิ่งลงในวันศุกร์ ในขณะที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า ซาอุดิอาระเบียกับอิหร่านขัดแย้งกัน และความขัดแย้งดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำข้อตกลงจำกัดปริมาณการผลิตน้ำมัน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ธ.ค.ดิ่งลง 59 เซนต์ หรือ 1.3 % มาปิดตลาดที่ 44.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยระดับปิดวันศุกร์ถือเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. (รอยเตอร์)
- ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดดิ่งลงในวันศุกร์ หลังจากรูดลงแตะจุดต่ำสุดรอบ 7 สัปดาห์ในระหว่างวัน ในขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตยาได้รับแรงกดดันจากการเพ่งเล็งจากนักการเมืองในสหรัฐ ก่อนที่สหรัฐจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 8 พ.ย. ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดดิ่งลง 97.25 จุด หรือ 1.43 % สู่ 6,693.26 โดยจุดต่ำสุดของวันศุกร์ถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่กลางเดือน ก.ย. (รอยเตอร์)
- ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงลงมาที่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ครึ่งในวันศุกร์ หลังจากหุ้นชั้นนำ อาทิ กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ร่วงลงจากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่เกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดร่วงลง 229.32 จุด หรือ 1.34% มาที่ 16,905.36 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. และในสัปดาห์นี้ ดัชนีดิ่งลง 3.1% ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดในรอบ 4 เดือน (รอยเตอร์)









