พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 กับ "เศรษฐศาสตร์"(2) ตลอด70ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยะอุตสาหะ
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ จัดทำบทความฉบับพิเศษจาก “๙ นักเศรษฐศาสตร์” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถทางด้านเศรษฐศาสตร์ และการพัฒนาประเทศ ซึ่งวันนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” นำเสนอเป็นตอนที่ 2 จากทั้งหมด 3 ตอน
...................
“กษัตริย์แห่งนวัตกรรมกับการพัฒนาการเกษตรและชุมชนไทย”
“โสมรัศมิ์ จันทรัตน์” หัวหน้ากลุ่มวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
“…การเกษตรนี่มีความสำคัญยิ่ง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่า เราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่ลง แต่ว่าทำไมคนถึงนึกว่า การเกษตรนี่เป็นสิ่งด้อย ที่ไม่สำคัญ ทั้ง ๆ ที่ความจริงเราต้องอาศัยการเกษตรเพื่อชีวิตของเรา …การเกษตรนั้นไม่ใช่เฉพาะการเอาเมล็ดผักไปหยอดในร่อง แล้วมันจะขึ้นมาเป็นผลผลิตที่เหมาะสมได้ หากแต่ต้องอาศัยวิชาการอย่างอื่นทุกด้าน ตั้งแต่การหยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปในร่อง จนกระทั่งให้ฝักหรือสิ่งนั้นงอกขึ้นมาเป็นประโยชน์ได้ ต้องอาศัยทุกอย่างในชีวิตของคน คือทุกสาขาของความรู้ที่ต้องผ่านมา…”
พระบรมราโชวาทในปี พ.ศ.2514 ข้างต้นสะท้อนถึงการทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในการบูรณาการหลักเศรษฐศาสตร์ร่วมกับศาสตร์อื่น ๆ เพื่อทรงศึกษา ทรงทดลอง และทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างถ่องแท้ถึงแนวทางการพัฒนาการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาครัวเรือน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้เงื่อนไขการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงพลิกฟื้นพื้นที่เกษตรหลายล้านไร่ทั่วประเทศให้อุดมสมบูรณ์และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยกว่า 1 ใน 5 ให้กินดีอยู่ดี และพร้อมที่จะแข่งขันในระบบตลาดได้ ผ่านโครงการในพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการและนวัตกรรมที่จดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยกว่า 10 ชิ้น พระบรมราโชวาทและผลการศึกษาของพระองค์ท่านได้สร้างหลักคิดและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนใน 2 มิติ คือ
เกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน การพัฒนาที่ยั่งยืนเริ่มจากเกษตรกรต้องพึ่งพาตนเองได้ โดยการทำเกษตรแบบผสมผสานที่เน้นหลักการจัดสรรทุน (ทรัพยากร) ที่มีและการบริหารจัดการความเสี่ยงในไร่นา โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นที่ตั้ง ถัดมาต้องพึ่งกันและกันได้ในชุมชนโดยการรวมกลุ่ม เช่น สหกรณ์ เพื่อต่อยอดในการเข้าถึงแหล่งทุน การผลิต การตลาด การแบ่งปันความเสี่ยง และการเรียนรู้ต่าง ๆ โดยกลุ่มองค์กรเกษตรจะเป็นสถาบันหลักในการพัฒนาและสร้างเสริมทุนสังคม เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนให้ได้ ก่อนที่จะขยายสู่ขั้นการลงทุน การใช้งานวิจัยและพัฒนามาสร้างธุรกิจชุมชนอย่างครบวงจรและแข่งขันในระบบตลาดอย่างมีความพร้อม โดยมีผลประโยชน์สูงสุดกระจายกลับคืนแก่คนในชุมชน
การใช้นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนาที่ผ่านการทดลองจนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมาเป็นเครื่องมือ ด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า นวัตกรรมที่ถูกสร้างสรรค์จากความคิดที่เรียบง่าย ประหยัด ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถสร้างคุณอนันต์ต่อการเกษตร เช่น กังหันน้ำชัยพัฒนา โครงการฝนหลวง การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ โครงการแกล้งดิน เป็นต้น การวิจัยและพัฒนาของพระองค์เน้นการบูรณาการความรู้จากหลายศาสตร์วิชา และมีการทดลองหรือโครงการนำร่องในที่เล็ก ๆ ให้เห็นผลก่อนจะนำไปใช้
โดยทรงใช้พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นสนามทดลองและศึกษาความคุ้มค่าของนวัตกรรมเพื่อการเกษตรและแนวคิดในการพัฒนาองค์กรและธุรกิจเกษตรต่าง ๆ พระองค์ทรงใช้โครงการในพระราชดำริ เช่น โครงการชั่งหัวมัน โครงการหลวง และศูนย์ศึกษาการพัฒนา 6 แห่งทั่วประเทศ เป็นแหล่งผสมผสานวิชาการและการปฏิบัติ โดยเป็นแหล่งศึกษาทดลองเพื่อแสวงหาวิธีการพัฒนาที่เหมาะสมสอดคล้องและใช้ได้จริงในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เป็น ‘ต้นแบบ’ ของความสำเร็จที่จะเป็นแนวทางให้แก่พื้นที่อื่น ๆ เป็นแหล่งความรู้ของเกษตรกร และเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วมของเกษตรกรและทุกภาคส่วน
คงจะดีไม่น้อยหากทุกภาคส่วนที่จะได้น้อมนำปรัชญาและแนวปฏิบัติของพระองค์ไปทบทวนการวางนโยบาย และการพัฒนาการเกษตรไทยในบริบทปัจจุบันว่าได้ก้าวกระโดดจนอาจเกิดความเปราะบางหรือไม่ และหาทางแก้ไขตามหน้าที่ความรับผิดชอบของตนให้ดีที่สุด เพื่อการพัฒนาการเกษตรและชุมชนไทยอย่างยั่งยืนสมดังพระราชปณิธาน
.............................
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
“ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์” นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ธนาคารโลก
“…งานด้านการศึกษาเป็นงานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ เพราะความเจริญและความเสื่อมของชาตินั้น ขึ้นอยู่กับการศึกษาของพลเมืองเป็นข้อใหญ่ จึงต้องจัดการศึกษาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น…”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร 12 ธันวาคม 2512
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อให้ประชาชนมีทักษะ สามารถพึ่งพาตนเอง และจัดการปัญหาของส่วนรวมได้ ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาการศึกษา ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกระดับทุกประเภท โดยมีตัวอย่างมากมายตั้งแต่สมัยต้นรัชกาล พระองค์ทรงมีความห่วงใยเป็นพิเศษในชีวิตและอนาคตของเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากครอบครัวที่เสียเปรียบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อยู่ในพื้นที่ชนบท หรือในท้องถิ่นชายแดนห่างไกลการคมนาคม
นอกจากงานด้านการศึกษาแล้ว พระองค์ยังทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดให้พสกนิกรสามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะงานทางด้านการเกษตรและการประมง ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีความจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาประเทศในระยะแรก อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่าง และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมง โครงการเหล่านี้ได้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรได้นำเอาองค์ความรู้ไปปรับใช้กับสภาพปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม
ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาความเป็นอยู่ของประชาชนไทยดีขึ้นมาก ประเทศไทยได้พัฒนาจากประเทศรายได้ต่ำไปเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง เด็กเกือบทุกคนสามารถเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา และอัตราการเข้าเรียนในระดับมัธยมก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
อย่างไรก็ดี ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น การขยายโอกาสทางการศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อให้แรงงานไทยมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม มีทักษะในการใช้และรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากงานวิจัยของธนาคารโลกพบว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน R&D ของภาครัฐในกลุ่มประเทศ ASEAN+3 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300% ในขณะที่ R&D ของภาคธุรกิจมีผลตอบแทนประมาณ 80% อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียใจว่าที่ผ่านมาประเทศไทยกลับมีการลงทุนด้าน R&D ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนเงินลงทุนด้าน R&D ของไทยซึ่งน้อยกว่า 0.5% ของ GDP มาโดยตลอด ในขณะที่ประเทศจีนได้เพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนด้าน R&D จาก 0.5% ในปี พ.ศ.2539 มาเป็น 2.1% ในปัจจุบัน ส่วนเวียดนามได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้าน R&D ไว้ที่ 2% ภายในปี พ.ศ.2563 ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาเป็นประเทศที่มีรายได้สูง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงปฏิบัติไว้เป็นตัวอย่าง
..........................
ธนบัตรไทยในสมัยรัชกาลที่ 9
“พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นับเป็นเวลาถึง 114 ปีที่ประเทศไทยได้ใช้เงินกระดาษหรือธนบัตรเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จวบจนมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ธนบัตรไทยได้มีวิวัฒนาการครั้งสำคัญที่ควรจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การออกใช้ธนบัตรอยู่สามประการ คือ
หนึ่ง การจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้ในประเทศเป็นผลสำเร็จ โดยมีพิธีเปิดโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2512 ซึ่งเป็นมงคลฤกษ์เดียวกับวันที่ใช้ประกาศให้ตราพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทร์ ศก 121 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานและมีพระราชดำรัสดังความว่า “การที่ทางราชการจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นได้สำเร็จนับเป็นความสำเร็จและความก้าวหน้าขั้นสำคัญของชาติ ทุกคนที่จะดำเนินงานสำคัญนี้ต่อไปควรจะระลึกว่ามีภาระและความรับผิดชอบอย่างหนัก เพราะงานในหน้าที่มีความผูกพันอยู่กับประชาชนทุกคน มีความสำคัญยิ่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และการปกครองของประเทศ ความบกพร่องใด ๆ อันจะเกิดขึ้นย่อมกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของบ้านเมืองโดยตรง ดังนั้น จึงต้องสังวรระวังในเรื่องความเสียหายดังกล่าว และพยายามใช้ความรู้ความสามารถ ความสุขุมรอบคอบ พร้อมทั้งความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติงานอยู่เสมอ ”
ก่อนการจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้ภายในประเทศนั้น รัฐบาลได้สั่งพิมพ์ธนบัตรจาก บริษัท โทมัส เดอ ลา รู จำกัด ในประเทศอังกฤษ และการขนส่งธนบัตรที่ผ่านมามักไม่เป็นปัญหามากนัก จนกระทั่งได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น ในช่วงแห่งสงครามนี้เองที่ได้มีการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้น ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2485 โดยภารกิจแรกของ ธปท. ที่ต้องเผชิญทันทีเมื่อแรกตั้งคือ ปัญหาขาดแคลนธนบัตรในช่วงสงคราม เนื่องจากบริษัทไม่สามารถจัดส่งมาที่ประเทศไทยได้ ทำให้ทางการไทยจำเป็นต้องพึ่งพิงแหล่งผลิตอื่น ๆ ทั้งจากประเทศญี่ปุ่นที่เป็นพันธมิตรสงครามและจากโรงพิมพ์ภายในประเทศที่ขาดความพร้อมทั้งวัตถุดิบและเทคโนโลยีสำหรับการพิมพ์ธนบัตรให้ยากต่อการปลอมแปลง เวลาดังกล่าวนี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความโกลาหลที่สุดในประวัติศาสตร์การออกใช้ธนบัตรไทยรวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่ลุกลามต่อเนื่อง
สอง การออกบัตรธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ธปท. มีสิทธิ์แต่ผู้เดียวที่จะนำบัตรธนาคารออกใช้แทนธนบัตรของรัฐบาล แม้ว่า ธปท. จะได้เคยติดต่อให้บริษัทโทมัส เดอ ลา รู จำกัด ออกแบบบัตรธนาคารขึ้นใน พ.ศ.2488 แต่ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพราะเกรงว่าประชาชนจะไม่คุ้นชินและไม่เชื่อมั่น พร้อมกับสถานการณ์การเงินของประเทศก็ยังไม่มั่นคง จนกระทั่งวาระมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา ธปท. จึงได้ออกบัตรธนาคารชนิดราคา 60 บาทขึ้น โดยประกาศออกใช้เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2530 เป็นจำนวน 9,999,999 ฉบับ โดยขนาดของธนบัตรมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ความกว้างยาวด้านละ 159 มิลลิเมตร โดยที่ เลข 1 หมายถึง การออกบัตรธนาคารของ ธปท. เป็นครั้งแรก เลข 5 หมายถึง เฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และเลข 9 หมายถึง รัชกาลที่ 9
สาม เอกลักษณ์ของธนบัตรที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยได้อย่างสมบูรณ์ การที่มีโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นเองนั้น รวมถึงการมีช่างทั้งด้านเทคนิคและด้านศิลปกรรมเป็นคนไทย ได้ทำให้พัฒนาการด้านการออกแบบรูปพรรณของธนบัตรก้าวไกลไปมาก ซึ่งนอกจากจะเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและป้องกันการปลอมแปลงแล้ว ยังทรงคุณค่าด้วยลวดลายไทยที่มีความชดช้อยอ่อนหวาน และแสดงถึงสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรมอันดีของไทย จนอาจกล่าวได้ว่า ธนบัตรไทยที่มีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพิมพ์เป็นภาพประธานด้านหน้าของธนบัตร และในด้านหลังที่เป็นภาพพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ที่ทรงพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ จึงไม่ได้เป็นเพียงเงินกระดาษที่แสดงมูลค่าตามชนิดราคาเท่านั้น หากแต่สะท้อนคุณค่าความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยไว้อย่างลงตัว









