ในภาวะที่ภาคธุรกิจยังต้องจับตากำลังซื้อคนสุดท้ายโค้งสุดท้ายว่าบรรยากาศไฮซีซัน จะกระตุ้นให้คนไทยออกท่องเที่ยวเหมือนเคยหรือไม่
ทั้งหน่วยงานเอกชนและรัฐ จึงต้องเร่งปรับตัวเสนอสินค้าท่องเที่ยวให้“ตอบโจทย์”และ“เข้าถึง”กลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับเงื่อนไขปัจจุบัน
กฤตย์ พัตรปาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทพี.เค.เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ จำกัด ผู้จัดงาน“ไทยเที่ยวไทย”ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 3-6 พ.ย.นี้ที่อิมแพค เมืองทองธานี กล่าวว่าการจัดงานส่งเสริมการขายที่เหลืออีก 1 รายการประจำปีนี้ยังคงเดินหน้าต่อ แต่จะต้อง "ปรับโทน”การนำเสนอ ลดสีสันและความหวือหวาลง
โดยผู้ประกอบการทั่วไทยยังคงเข้าร่วมกว่า 640 บูธ แม้จะลดลงราว 20% เทียบกับปีก่อน เพราะรายย่อยส่วนหนึ่งชะลอการตลาดเพื่อรอดูสถานการณ์ แต่งานนี้ยังคงได้รับการตอบรับจากผู้เล่นหลัก เช่น สายการบินเข้าร่วมทั้งหมด โรงแรมกว่า 80%
ครั้งนี้คาดว่าการใช้ “กลยุทธ์ราคา” ยังเป็นหัวหอกหลักและมีแนวโน้มเข้มข้น เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการชิงกำลังซื้อ จัดโปรโมชั่นส่งท้ายปีรับกระแสไฮซีซันในขณะนี้ รูปแบบที่จะนำเสนอมากขึ้น จะไม่ใช่แค่ลดราคา 30-40% เท่านั้น แต่จะเพิ่มแรงจูงใจในรูปแบบ “แถม” เพิ่มมูลค่าการจับจ่ายตามงบประมาณลูกค้าแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ 1 แถม 1 หรือ ซื้อ 2 แถม 1 เป็นต้น
เมื่อการโฆษณาผ่านสื่อหลักจำกัดลงในช่วงแสดงความอาลัย บริษัทได้ปรับตัวด้วยการมุ่งใช้ช่องทาง “ออนไลน์” เต็มรูปแบบเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคและก่อให้เกิดการมาเดินชมงานไม่ต่ำกว่ำ 1 แสนคนตลอดการจัดงาน 4 วัน โดยจะอาศัยออนไลน์ 2 ช่องทางหลักที่สะสมฐานลูกค้ากว่า 3-4 ปี ได้แก่ แอพพลิเคชั่นไทยเที่ยวไทย ที่มียอดดาวน์โหลดกว่า 1.2 ล้านครั้ง และแฟนเพจ เฟซบุ๊คที่มีผู้ติดตามกว่า 9.2 แสนคน
“สื่อออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทนำเสนอการขายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น เพราะกลุ่มลูกค้าหลักงานไทยเที่ยวไทยเป็นคนกรุงเทพฯ ต่างใช้สมาร์ทโฟนในการค้นหาโปรโมชั่นหรือข้อมูลการจัดงานแต่ละครั้งอยู่แล้ว"
กฤตย์ กล่าวด้วยว่า เชื่อว่างานไทยเที่ยวไทยเดือน พ.ย.นี้ ยังเป็นหนึ่งในกลไกหลักช่วยขับเคลื่อนรายได้ท่องเที่ยว ช่วงไตรมาสสุดท้ายการท่องเที่ยวยังคงเป็นอุตสาหกรรมหลักกระตุ้นเศรษฐกิจไทย เพราะเมื่อพิจารณาปัจจัยภายนอก ยังไม่เห็นผลกระทบใดๆ แต่อาจต้องระวังเรื่องเศรษฐกิจในประเทศอยู่บ้าง
พร้อมกันนี้ เพื่อร่วมส่งเสริมการเดินทางตามรอยพระบาทที่รัฐบาลประกาศส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวตลอดปี 2560 ภายในงานครั้งนี้ จะจัดพื้นที่ประชาสัมพันธ์การตามรอย 10 โครงการหลวง เพื่อให้ผู้ชมงานได้แนวคิดเบื้องต้นหากต้องการเลือกเส้นทางท่องเที่ยวต่อไป
เช่นเดียวกับ นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กล่าวว่าได้ร่วมมือกับภาคีในการพัฒนาเส้นทางและกิจกรรมรองรับนักเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการที่ต่อยอดจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้แก่ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวปั่นจักรยาน บ้านชากแง้ว-เขาชีจรรย์ มีจุดแวะพักเพื่อศึกษาและทำกิจกรรมที่ป่าสิริเจริญวรรษ ในบริเวณเขาชีจรรย์และพื้นที่โดยรอบ
โครงการดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง ซึ่งมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริรวม 11 โครงการที่ อพท. จะสามารถใช้รูปแบบการทำงานประสานภาคีพัฒนาเพื่อใช้พื้นที่ ก่อให้เกิดการเดินทางเข้าไปเรียนรู้ศึกษาดูงานเพิ่มขึ้น
จากผลสำรวจระดับความอยู่ดีมีสุขของคนในชุมชนในพื้นที่พิเศษของ อพท. ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ อพท. ยึดถือมา 13 ปี ด้วยการใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ตามแนวพระราชดำรัส รวมถึงการยึดหลักการทรงงานของพระองค์ท่านที่ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคนด้วยการ “ระเบิดจากข้างใน” หรือการสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เข้าไปพัฒนามีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก
พบว่า 6พื้นที่พิเศษทั้ง 6 ซึ่งมีการเก็บข้อมูลจำนวน 12,385 ตัวอย่าง มีระดับความอยู่ดีมีสุขเฉลี่ยสูงถึง 72.19% สูงกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ว่าระดับความอยู่ดีมีสุขที่ผ่านเกณฑ์จะต้องไม่น้อยกว่า 60%
ด้าน ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ รองผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า โครงการป่าสิริเจริญวรรษ เกิดขึ้นจากพระราชดำริของ เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2533 ที่พระราชทานให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดทำที่บริเวณเขาชีโอน ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาได้น้อมเกล้าฯ ถวายจำนวนประมาณ 360 ไร่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
การพัฒนาในโครงการนี้ มีขึ้นเพื่อดูแลรักษาสวนป่าสิริเจริญวรรษให้มีสมบูรณ์และเป็นแหล่งอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นแหล่งทัศนศึกษาและที่พักผ่อนหย่อนใจของนักเรียนและประชาชนทั่วไป ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2535 ได้ปลูกป่าไปแล้วประมาณ 580 ไร่ ไม้ที่ปลูกในระยะเริ่มแรกเติบโตเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ใช้ประโยชน์จากป่า โดยการเก็บหาของป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด ยอดหวาย เป็นต้น
นอกจากนี้โครงการป่าสิริเจริญวรรษ ได้ปลูกทุ่งหญ้าเพื่อเลี้ยงสัตว์ เนื้อที่ 100 ไร่ จัดทำรั้วล้อมรอบพื้นที่โครงการฯ บางส่วน รวมความยาว 8.5 กิโลเมตร เพื่อเตรียมปล่อยสัตว์ป่า จัดสร้างอาคารอนุบาลสัตว์ป่าและหอดูสัตว์ ให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมโครงการฯไม่รบกวนสัตว์ป่าด้วย









