กำไร 3Q59 เพิ่มขึ้น 20%YoYและ 11%QoQกำไร 9M59 เติบโต 20%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน:
- กำไร 3Q59เพิ่มขึ้น 20%YoY และ11%QoQกำไร 9M59 เติบโต 20% : ในช่วง 3Q59 มีกำไรสุทธิ 5,829 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 20%YoYและ 11%QoQในช่วง 9M59 มีกำไรสุทธิ 16,248 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 10% ตามการเติบโตของสินเชื่อแม้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะลดเหลือ 3.76% จาก 4.24% ใน 9M58 รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเติบโต 5% และรายได้จากการดำเนินงานอื่นเติบโต 11% จากรายการหนี้สูญรับคืนของลูกค้าสินเชื่อเงินกู้ร่วมที่เพิ่มขึ้นถึง 64%YoY ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ปรับดีขึ้นเป็น 46.1% จาก 46.9% ใน 9M58
- คงประมาณการกำไรสุทธิปี 59 ตามเดิมแต่กำไรปี 60ปรับเพิ่มขึ้น 13% : กำไร 9M59 คิดเป็น 79% ของประมาณการกำไรปี 59 ที่ราว 2.05 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการตามเดิมเนื่องจากคงประมาณการสำรองหนี้สูญที่ 2.3 หมื่นล้านบาทซึ่งเป็นตัวแปรที่จะทำให้กำไรสุทธิปี 59 มีโอกาสสูงกว่าคาดการณ์เนื่องจากประมาณการสำรองหนี้สูญปี 59 ที่เติบโต 15% จากปี 58 ขณะที่ตัวเลขจริงสำรองหนี้สูญในช่วง 9M59 เติบโตเพียง 4% สำหรับประมาณการกำไรปี 60 ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม ขณะที่ประมาณการสำรองหนี้สูญใกล้เคียงกับปี 59 ที่ 2.3 หมื่นล้านบาทส่งผลให้ประมาณการกำไรใหม่ปี 60 เพิ่มขึ้น 13% เป็น 2.38 หมื่นล้านบาท ซึ่งเติบโต 16%จากประมาณการกำไรปี 59
- สินเชื่อ 9M59 เติบโต 7.7%YTD คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นต่อเนื่อง : ปลายเดือนก.ย. 59 สินเชื่อรวมอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% จากปลายปี 58 หากไม่รวมสินเชื่อของHatthaKaksekar Limited(HKL)ซึ่งเป็นสถาบันไมโครไฟแนนซ์รายใหญ่ในกัมพูชาที่เพิ่งซื้อในเดือนก.ย.59 สินเชื่อเติบโต 6.6%YTD ดีกว่าแผนที่ตั้งไว้ 5-6% ทำให้ผู้บริหารปรับเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อปี 59 เป็น 8-9% (รวมสินเชื่อของHKL) โดยมีปัจจัยหนุนจากปัจจัยฤดูกาลในช่วงปลายปีที่จะมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของสินเชื่อเพื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจ ด้านคุณภาพสินทรัพย์ปรับดีขึ้นต่อเนื่องโดยมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 2.1% ลดลงจาก 2.2% ในปี 58 และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 152.3% เพิ่มขึ้นจาก 141% ณ ปลายปี 58
- ปรับคำแนะนำจาก“ถือ” เป็น “ซื้อ”ราคาเหมาะสม 41.50 บาทสำหรับปี 60 : ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวยังดีจากหลังการซื้อกิจการHKL และการได้รับการสนับสนุนจากฐานลูกค้าชาวญี่ปุ่นจาก BTMU ผู้ถือหุ้นใหญ่ทำให้สินเชื่อมีศักยภาพเติบโตขณะที่ฐานะเงินกองทุนตามเกณฑ์ BASEL III เท่ากับ 14.8% โดยมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier I) อยู่ที่ 12.2% อยู่ในระดับเพียงพอต่อการขยายธุรกิจ ฝ่ายวิจัยปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 60 ซึ่งอิง ProspectP/BV ที่ระดับ 1.4 เท่าKe10.4% ได้เท่ากับ 41.50บาทยังมีอัพไซต์ 15% จากราคาปิดล่าสุด จึงปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”









