พร้อมกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
ประเด็นการลงทุน
นับแต่เราปรับลดคำแนะนำไปเมื่อต้นปี ราคาหุ้นปรับตัวลงและ underperform ดัชนีตามคาด เรามองว่าได้เวลากลับเข้าสะสมหุ้นเพื่อรอกำไรที่จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นใน 2H16 และรับการเติบโตของอุตสาหกรรมรับเหมางานฐานรากในปีหน้า เพราะเราคาดว่างานรถไฟฟ้า 3 สาย ที่จะออกประมูลในเร็วๆนี้ จะหนุนให้มีความต้องการผู้รับเหมาเป็นจำนวนมาก และเพียงพอให้ผู้เล่นในตลาดทุกรายเติบโตไปพร้อมกันด้วยอัตรากำไรที่เหมาะสม นอกจากนี้สำหรับโครงการภาคเอกชน เรามองว่าการเปิดตัวโครงการคอนโดเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น คาดหนุนให้มีงานอาคารเอกชนเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตอีกด้วย เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 11.50 บาท (อิง P/E 19 เท่า เทียบค่าเฉลี่ยในอดีต +0.5SD)
คาดกำไรเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ 3Q16 เป็นต้นไป
คาดกำไร 3Q16 จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็น 40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23%YoY และ 30%QoQ คาดได้อานิสงค์จากรายได้ที่รับรู้ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 18% ทั้ง YoY และ QoQ ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเพราะงานเฉพาะค่าแรง (มาร์จิ้นสูง) ในไตรมาสนี้มีสัดส่วนถึง 20% (เทียบกับใน 2Q16 ราว 16%)
นอกจากนี้เราคาดกำไรใน 4Q16 จะเห็นการฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 3Q16 และมีโอกาสดีใกล้เคียงกับ 4Q15 ที่มีกำไรเกือบ 50 ล้านบาท เพราะงานใน backlog ที่รอการรับรู้มีถึง 252 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นงานค่าแรงถึง 106 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 42% คาดเป็นปัจจัยที่อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรม ก่อสร้างรากฐานโดดเด่นปีหน้า
เราคาดกำไรปี 2017 จะเติบโต 34%YoY จากประมาณการรายได้ที่ราว 1,300-1,400 ล้านบาท คาดบริษัทจะกลับมามีรายได้ที่เติบโตขึ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2014 เพราะเราประเมินว่าจะมีงานก่อสร้างรากฐานออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งจาก 1) ภาครัฐฯ ได้แก่ งานจากรถไฟฟ้า 3 สาย ส้ม-เหลือง-ชมพู เบื้องต้นประเมินว่าจะมีมูลค่ารากฐานราว 3,000-7,000 ล้านบาท 2) งานเอกชน คาดงานคอนโดจะเริ่มเพิ่มมากขึ้นจาก การเปิดตัวโครงการคอนโดใหม่ในหุ้นกลุ่มอสังหาฯที่เรา cover อยู่ จะเห็นว่ามีการเปิดตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับแต่ต้นปี และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น (ดู figure 3-6)
พร้อมกลับมาโดดเด่นเมื่ออุตสาหกรรมฟื้นตัว
เรามองว่า PYLON พร้อมที่จะกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่สูงราว 25-30% คาดบริษัทจะได้รับงานเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น และด้วยศักยภาะในการทำกำไรที่สูงกว่าอุตสาหกรรมฯ ซึ่งบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นในระดับ 20-25% และอัตรากำไรสุทธิที่ 12-16% ในปี 2013-15 เทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 18-21% และอัตรากำไรสุทธิที่ 8-11% นอกจากนี้จากงบดุลที่แทบจะไม่มีหนี้คาดหนุนให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 100% (payout ratio) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 4.3%-5.7% ในปี 2016-17 สูงที่สุดในอุตสาหกรรม









