สรุปสภาวะตลาดสหรัฐ ฯ และยุโรป ( 5ต.ค. – 12 ต.ค. 2559)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้น DJIA -0.75%, DAX -0.59%, CAC ฝรั่งเศส -0.84% และ FTSE -0.13% ปรับตัวลดลงจากความกังวลของนักลงทุนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ภายหลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ได้ออกมาแย่มากนัก
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน ( 5ต.ค. – 12 ต.ค. 2559)
ตลาดหุ้นจีนปรับตัวสูงขึ้น 1.79% ภายหลังจากแรงเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมูลค่าการซื้อขายยังคงบางเบา เนื่องจากนักลงทุนรอการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศ และความกังวลในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 5ต.ค. – 12 ต.ค. 2559)
SET INDEX ปรับตัวลดลง ณ ที่ระดับ 1,4069.18 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น -103.74 จุด -6.87% โดยตลาดตอบรับเชิงลบจากปัจจัยทางด้านเทคนิค และความกังวลของนักลงทุนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ภายหลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ได้ออกมาแย่มากนัก
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (14-20 ต.ค.)
SET INDEX จะผันผวนหนักระหว่างวันที่ 10-12 ต.ค. ปรับตัวลงกว่า 100 จุด โดยเฉพาะวันที่ 12 ต.ค. ที่ SET INDEX เคลื่อนไหวระหว่างวัน 92 จุด มูลค่าการซื้อขายแตะระดับ 1.3 แสนล้านบาท นับเป็นสถิติใหม่ของตลาดหุ้นไทย ด้วยความกังวลต่อปัจจัยภายในประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งๆ ที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าอย่างรวดเร็วกว่า 2.2% ระหว่าง 3 วันทำการก็ตาม สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ข้างหน้า เรายังคงให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศเป็นสำคัญ รวมถึงทิศทางค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ หากสามารถทรงตัวได้ดีขึ้น เชื่อว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมจะดีขึ้นกว่าสัปดาห์นี้ การเคลื่อนไหวของ SET INDEX จะจำกัดกรอบการเคลื่อนไหวมากขึ้น แนวรับสำคัญ 1,350 จุดจะยังทำงานได้อย่างแข็งแกร่ง แต่แน่นอนว่า upside ยังคงเป็นไปอย่างจำกัดเช่นกัน ด่าน 1,420/30 จุด ยังไม่น่าผ่านในระยะสัปดาห์ข้างหน้า
กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้ กลับมาเน้นปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และสะสมหุ้นหลักมากขึ้น หากเกิดการแพนนิคระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย เพราะปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนตลาดหุ้นไทยยังคงแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง มุ่งเน้นหุ้น Big Cap เป็นสำคัญในรอบของการสะสมครั้งนี้
ประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า
1. การ Debate ระหว่างนาง Clinton และ Trump รอบที่ 3 เช้าวันที่ 20 ต.ค. ตามเวลาประเทศไทย
2. ติดตามการประชุม ECB วันที่ 20 ต.ค. อาจส่งสัญญาณเพิ่มมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพราะคาดว่า ECB น่าจะรอดูท่าทีของเฟดในการประชุมเดือนพ.ย.
3. ติดตามรายงาน Beige Book ของเฟดในคืนวันที่ 19 ต.ค. ต่อภาพรวมเศรษฐกิจ การจ้างงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟด
4. ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตฯ – GDP 3Q59 ของจีน / ดัชนีราคาผู้ผลิต – ผลผลิตภาคอุตฯ ของญี่ปุ่น / ดุลการค้า – อัตราเงินเฟ้อ อียู / อัตราเงินเฟ้อ อังกฤษ / ผลผลิตภาคอุตฯ – อัตราเงินเฟ้อ ของสหรัฐฯ









