วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘บีซีพีจี’ต้านแรงขาย พื้นฐานแน่น-ปันผลหนุน

หุ้น "บีซีพีจี" ยังยืนเหนือราคาจองที่ 10 บาท แม้ว่าตลาดหุ้นตั้งแต่ต้นเดือน-12ต.ค. ที่ผ่านมา จะปรับตัว"ลดลง"ไปแล้ว 5.1%

จากภาวะตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ดัชนีร่วงลงจาก1,483 จุด มาปิดที่ 1,406.18 จุด ณ วันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา คิดเป็นการปรับตัวลงกว่า 5.1% ส่งผลให้หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดต่างปรับตัวลดลงไปตามๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมายังคงมีหุ้นที่ยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนทางกับภาวะตลาดขาลงได้เช่นกัน

‘บีซีพีจี’ (BCPG) คือ หนึ่งในหุ้นที่ยังสามารถประคองตัวอยู่ได้

‘บีซีพีจี’ เป็นเพิ่งเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเป็นวันแรกเมื่อ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเปิดการซื้อขายที่ 11.2 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาไอพีโอเพียง 11.2% ก่อนปิดตลาดวันแรกที่ 10.7 บาท เพิ่มขึ้นจากไอพีโอเพียง 7% ถือว่าต่ำที่สุดในบรรดาหุ้นไอพีโอที่เข้ามาจดทะเบียนในปีนี้ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นไอพีโอที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 58% ในวันแรก

หลังจากนั้นราคาหุ้นบีซีพีจี ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 14.10 บาท ก่อนจะปรับตัวลงมาตามภาวะตลาดในช่วง 3 วันที่ผ่านมา และปิดที่ 12.2 บาท

การปรับตัวลงแรงของดัชนีในเดือนนี้ หลักๆ แล้วเป็นการขายออกมาของนักลงทุนสถาบัน มูลค่ารวมประมาณ 7 พันล้านบาท สำหรับหุ้นบีซีพีจี แม้จะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 25,000 ล้านบาท แต่สัดส่วนของนักลงทุนสถาบันในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นถือว่ามีไม่มากนัก

มีเพียง สำนักงานประกันสังคม ถือหุ้น 0.69% กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ถือหุ้น 0.55% และกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ถือหุ้น 0.54% ขณะที่หุ้นในสัดส่วนถึง 70.35% ยังอยู่ในมือของบริษัทแม่ อย่าง บางจากปิโตรเลียม (BCP)

สุทธิชัย คุ้มวรชัย นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ในเชิงธุรกิจแล้ว บีซีพีจี ถือเป็นบริษัทที่มีแนวโน้มผลประกอบการค่อนข้างแน่นอน และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างน้อย เพราะมีสัญญาที่แน่นอน และน่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลได้สม่ำเสมอ

“ไม่เฉพาะบีซีพีจีเท่านั้น แต่ด้วยลักษณะธุรกิจของโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว จะมีผลประกอบการที่แน่นอน ทำให้ความเสี่ยงขาลงของหุ้นค่อนข้างจำกัด และอาจจะเป็นทางเลือกในการเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน”

ด้าน บล.ทิสโก้ระบุว่า ประเมินมูลค่าเหมาะสมของบีซีพีจีอยู่ในช่วง 12.4-13.2 บาทโดยมูลค่าที่เหมาะสมต่ำสุดของเราไม่ได้รวมโครงการโซล่าฟาร์มในญี่ปุ่น กำลังการผลิต 77.1 เมกะวัตต์ เข้าในประมาณการปี 2560 ซึ่งโครงการนี้จะชัดเจนในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ดังนั้น มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะขึ้นไปถึงระดับมูลค่าที่เหมาะสมสูงสุด

นอกจากนี้ ภาครัฐของญี่ปุ่นน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นสำหรับโครงการโซล่าฟาร์มที่ยังไม่ได้รับอนุมัติภายในเดือน มี.ค.-เม.ย. ปีหน้า ซึ่งเรามองว่าบีซีพีจีมีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติมในญี่ปุ่นอีก และกำลังการผลิตทุกๆ 20 เมกะวัตต์ ที่เพิ่มขึ้นจะทําให้มูลค่าที่เหมาะสมเพิ่มขึ้น 0.23 บาทต่อหุ้น