"ตลท." เปิดผลสำรวจ 126 ซีอีโอบริษัทจดทะเบียน พบส่วนใหญ่เชื่อมั่นมีแนวโน้มดีขึ้น คาดเศรษฐกิจปีนี้โต 2-4% ห่วงกำลังซื้อลด หนี้ครัวเรือนพุ่ง
ตลาดหลักทรัพย์ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO Survey) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ จำนวน 126 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์รวม 47% ของทั้งตลาด โดยสำรวจถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2559 ซึ่งเป็นการจัดทำขึ้นในช่วงวันที่ 12 ก.ค. - 25 ส.ค. 2559
โดยผลสำรวจด้านแนวโน้มเศรษฐกิจพบว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO) ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2559 มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับผลสำรวจครั้งก่อน โดย 80% ของซีอีโอที่ตอบแบบสอบถาม คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปี 2559 จะเติบโตอยู่ในช่วง 2% ถึง 4% แต่กลุ่มที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในช่วง 2% ถึง 3% มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนซึ่งใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 3.1%
ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2559 ซีอีโอส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยด้านกำลังซื้อในประเทศ และเสถียรภาพของการเมืองในประเทศจะมีบทบาทในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อน โดยขยับมาอยู่อันดับ 3 และ 4 จากอันดับ 5 และ 6 จากการสำรวจครั้งก่อน
กังวลกำลังซื้อหด-หนี้ครัวเรือนพุ่ง
ขณะที่ด้านปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2559 พบว่า 3 อันดับแรกยังคงเหมือนกับการสำรวจครั้งก่อน แต่มีการสลับอันดับ โดยปัจจัยเรื่องกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง เป็นอันดับ 1 เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศไม่กระเตื้องขึ้นในระยะเวลานาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลต่อเนื่องจากหนี้สินภาคครัวเรือน ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ประชาชนระมัดระวังและมีข้อจำกัดในการใช้จ่าย รองมาคือสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว สาเหตุหลักจากความไม่แน่นอนจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รวมถึงหนี้ภาคครัวเรือน การเมืองในประเทศ และค่าเงินบาท จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจไทย
ส่วนแนวโน้มอุตสาหกรรมในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2559 จะดีกว่าที่คาดการณ์โดย 46% ของซีอีโอที่ตอบแบบสอบถาม คาดว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมจะดีขึ้นบ้างหรือดีขึ้นมาก ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่ ซีอีโอที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมจะแย่ลงนั้นมีสัดส่วนลดลงเหลือเพียง 21% ของซีอีโอที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด จาก 25% จากการสำรวจครั้งก่อน
เมื่อพิจารณาแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วง 6 เดือนหลัง พบว่าซีอีโอส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องจากครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการคาดการณ์แนวโน้มอุตสาหกรรม ที่ส่วนใหญ่คาดว่าสภาพคล่องของกิจการ ระดับการจ้างงานจะปรับสูงขึ้น ขณะที่ราคาสินค้า ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนแรงงานส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้บริษัทสินค้าอุตสาหกรรมและกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างที่มีสภาพคล่องของกิจการเพิ่มขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 3 ประการ คือยอดขายเพิ่มขึ้น การลดต้นทุนอันเป็นผลจากการควบรวมกิจการในต่างประเทศ และได้รับกำไรจากการลงทุนในบริษัทย่อย
คาดรายได้ปีนี้โตเกิน 6%
ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานหรือรายได้พบว่า ซีอีโอ 28% คาดว่ารายได้ของบริษัทในปี 2559 จะเติบโตมากกว่า 6% ลดลงจากครั้งก่อนซึ่งสำรวจอยู่ที่ 49%
ในการรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ บริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การปรับตัวรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล การปรับราคาสินค้าและบริการ การตลาดแบบเจาะจงมากยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นในการปรับปรุงกิจการ ทั้งการปรับโครงสร้างกิจการภายใน ตลอดจนการควบรวมกิจการและร่วมลงทุน ด้านการจ้างงาน ยังไม่มีแนวโน้มว่าบริษัทจดทะเบียนไทยจะลดการจ้างงานลง
แนวโน้มเพิ่มลงทุนต่างจังหวัด
ตลาดหลักทรัพย์ยังระบุด้วยว่า ซีอีโอ คาดการณ์ว่าในปี 2559 แนวโน้มการลงทุนจะเพิ่มขึ้น โดย 77% ของซีอีโอ คาดว่าจะลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในต่างจังหวัดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงอย่างชัดเจน แหล่งระดมทุนหลักยังคงเป็นกำไรสะสม สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ และการออกหุ้นกู้ภายในประเทศ
ส่วนการลงทุนในต่างประเทศในปี 2559 ซีอีโอคาดว่า มีแนวโน้มขยายตัวแต่ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน โดยประเทศเป้าหมายยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน และบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทเริ่มให้ความสนใจลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่คาดว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงในอนาคต อาทิ อินเดีย ปากีสถาน เป็นต้น









