วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิรไท'ชี้ศก.ฟื้นจากรัฐกระตุ้น ห่วงบาทแข็ง

"ผู้ว่าธปท." ระบุเศรษฐกิจฟื้นตัว ยอมรับบาทแข็งค่า เป็นอุปสรรคการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณเข้าบริหารจัดการค่าเงินบาท

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยทรงตัวที่ระดับต่ำในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ถึงการคาดการณ์ที่ว่าการผ่อนคลายนโยบายจะไม่เกิดขึ้นในขณะนี้

“เราได้ตัดสินใจที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในแนวทางที่เราคาดไว้” นายวิรไทกล่าวกับรอยเตอร์นอกรอบการประชุมที่นิวยอร์กเมื่อวานนี้ (6 ต.ค.)

เมื่อพิจารณาความไม่แน่นอนต่างๆ “ความสอดคล้องของนโยบายจึงเป็นเรื่องสำคัญ” เขากล่าว โดยระบุถึงการเปลี่ยนถ่ายทางเศรษฐกิจของจีน และการลงมติออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษหรือ Brexit เป็นต้น

นายวิรไทระบุว่า เมื่อพิจารณาจากความท้าทายที่ธนาคารกลางในประเทศตลาดเกิดใหม่ทุกประเทศกำลังเผชิญอยู่ “จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องย้ำว่า ชุดเครื่องมือชุดใดชุดหนึ่งที่ทำงานโดยลำพังตัวเดียวอาจจะไม่เพียงพอ นโยบายอัตราดอกเบี้ย, เครื่องมือทางด้าน macroprudential และมาตรการบริหารจัดการกระแสเงินทุนล้วนมีผลระหว่างกัน และการนำมาใช้ก็ควรจะถูกมองเป็นภาพรวมมากกว่าเป็นเอกเทศ”

โดยธปท.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% นับตั้งแต่ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในเดือนเม.ย.2558

นายวิรไทระบุว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นทางการเงินเพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจ แต่มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมจะช่วยหนุนเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งธปท.คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.2% ในปีนี้และปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัว 2.8% ในปีที่แล้ว

ผู้ว่า ธปท.กล่าวว่า การแข็งค่าของบาทไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และธปท.พร้อมที่จะจัดการกับความผันผวนมากเกินไป

“ผมคิดว่า นั่นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เราแสดงความไม่พอใจ และเราอาจจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อลดแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้เหลือน้อยที่สุด”

ขณะที่การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐวานนี้ อยู่ที่ 34.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยปีนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 3.5%

ทั้งนี้ธปท.จะประชุมทบทวนนโยบายการเงินครั้งต่อไปในวันที่ 9 พ.ย.นี้ หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า แต่หลายคนคิดว่า อาจจะมีการลดดอกเบี้ยลง เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจอ่อนแอ

การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการส่งออก และการอุปโภคบริโภคในประเทศซบเซาอย่างต่อเนื่องในขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. 2559 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ก.ย.เท่ากับ 63.4 เพิ่มขึ้นจาก 62.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน เท่ากับ 68.6 เพิ่มขึ้นจาก 67.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 90.7 เพิ่มขึ้นจาก 89.7 เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

เนื่องจากประชาชนเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นจากปัจจัยบวกทั้งการส่งออกเดือนส.ค.ที่กลับมาบวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อ การต่ออายุการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) 7% ออกไปอีก 1 ปี รวมทั้งราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

“ผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ทำให้เริ่มเห็นบรรยากาศการฟื้นตัวตามลำดับ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นด้วย ประกอบกับคาดหวังว่า รัฐบาลจะเน้นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทั้งการออกฟิโกไฟแนนซ์เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 3.4 แสนล้านบาท จึงคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้ 3.3-3.5% ขณะที่การส่งออกยังคงไว้ในกรอบ 0-ลบ2%” นายธนวรรธน์ กล่าว

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 สูงสุดในรอบ 11 ปี 5 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมองการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น มั่นใจว่าจะเห็นบรรยากาศการกลับเข้ามาลงทุนของเอกชนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ดัชนีความสุขในการดำรงชีวิตปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 3 อยู่ระดับ 89.2 สูงสุดในรอบ 9 เดือน

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพบรรยากาศปัจจัยลบเริ่มดีขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกชะลอตัว วิกฤต brexit การส่งออกที่ติดลบ และการท่องเที่ยวที่หดตัว ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมั่นใจว่าการจ้างงานจะกลับมาดีขึ้น รวมทั้งภาคเอกชนเองก็เริ่มมองว่า ทิศทางเศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้การทำธุรกิจดีขึ้น การจับจ่ายใช้สอยเริ่มกลับมา แต่จากค่าดัชนีความเชื่อมั่นที่ยังต่ำกว่า 100 นั่น ก็สะท้อนว่า ภาพของการฟื้นตัวยังเป็นไปได้ช้าอยู่

สำหรับกระแสความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมนั้น ภาพที่ออกมายังไม่ได้รุนแรงนัก เพราะจากข้อมูลที่ออกมาพบว่ามีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพียง 10 จังหวัด ดังนั้นเหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนี้จึงยังไม่เสียหายรุนแรงและไม่ได้อยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจ แต่ยังคงต้องติดตามผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในเดือนต.ค.นี้ ว่าจะรุนแรงขึ้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการได้ ทั้งนี้ คาดว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์น้ำในขณะนี้ไม่น่าจะเท่าปี 2554 โดยความเสียหายน่าจะอยู่ในหลักไม่เกินพันล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพราะกระทบต่อจีดีพีไม่เกิน 0.05%