"ชัยวัฒนา" ส่ง "ชัยวัฒนา กรีน เพาเวอร์" ซื้อหุ้น บลู โซลาร์ฟาร์ม3 ในสัดส่วน 49% ยกชั้นชัยวัฒนา กรีน เพาเวอร์ ขึ้นโฮลดิ้งก่อนดันเข้าตลาดปี 61
นายวีระพล ไชยธีรัตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยวัฒนา แทนเนอรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) CWT เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการให้บริษัท ชัยวัฒนา กรีน เพาเวอร์ จำกัด (CWTG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าลงนามบันทึกข้อตกลงเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนบริษัท บลู โซลาร์ฟาร์ม 3 จำกัด (BSF3) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะเข้าลงทุนด้วยวิธีการซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงในสัดส่วน 49% ของทุนจดทะเบียนหลังเพิ่มทุนของบริษัท บลู โซลาร์ฟาร์ม 3 จำกัด ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในระหว่างเข้าทำการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ หรือ Due Diligence คาดว่าจะสามารถเข้าซื้อหุ้นของ BSF3 ได้ภายในต.ค.2559
สำหรับความร่วมมือดังกล่าว เป็นการเข้าร่วมลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร ซึ่ง BSF3 เป็นผู้สนับสนุนโครงการของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.สมุทรสาคร จำกัด ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสูงสุด 5 เมกกะวัตต์ โดยคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ได้ภายในธ.ค.2559
“บริษัทจะรุกธุรกิจพลังงานเต็มตัว โดยจะให้ CWTG เป็น Holding Company ที่จะเข้าลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าทั้ง ชีวมวล ขยะชุมชน ขยะอุตสาหกรรม และโซลาร์เซล"
นายวีระพล กล่าวเพิ่มว่า ขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจา เพื่อเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 โครงการ รวมกำลังการผลิตประมาณ 24 เมกะวัตต์ โดยเบื้องต้นคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในต้นปี 2560 โดยบริษัท ชัยวัฒนา กรีน เพาเวอร์ จะเป็นผู้ทำรายการ เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายธุรกิจของเครือบริษัท
นอกจากนี้ ยังมีแผนผลักดันบริษัท ชัยวัฒนา กรีน เพาเวอร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ คาดว่าจะสามารถเข้าตลาดได้ภายในกลางปี 2561 ขณะอยู่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม
เขากล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินการปี 2559 น่าจะมีรายได้รวม 1.5 พันล้านบาท ตามเป้าหมาย ส่วนกำไรสุทธิน่าจะดีกว่าปี 2558 เนื่องจากธุรกิจเดิมคือเบาะรถยนต์มีการเติบโตที่ดีขึ้นตามภาวะอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันบริษัทยังมีการรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่เพิ่ม
ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2559 บริษัทมีรายได้รวม 774.85 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 36.16 ล้านบาท ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับงวด 6เดือนแรกปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิ 43.31 ล้านบาท
โบรกเกอร์ระบุ บจ.ลงทุนนอก ลดเสี่ยง‘ค่าฟีท’
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับโครงการใหม่ ในรูปแบบ Feed-in-Tariff (FiT) สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก(VSPP) จากเดิมที่อัตรา 5.66 บาท/หน่วย ลดลงเหลือ 4.12 บาท/หน่วย บนระยะเวลาสนับสนุน 25 ปี เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง นอกจากนี้ทางเรกูเลเตอร์ยังมีแนวโน้มที่จะปรับอัตรารับซื้อของโครงการพลังงานลมตามลำดับ
ฝ่ายวิจัย บล.ฟิลลิป ระบุว่า แม้แนวโน้มอัตราสนับสนุนราคารับซื้อไฟฟ้าจะลดลงอย่างที่เคยคาดไว้ กดดันผลตอบแทนโครงการ (Project IRR) เหลือเพียง 8-9% (คิดเป็นประมาณการกำไรสุทธิ 2-3 ล้านบาท/เมกะวัตต์) เปรียบเทียบกับระดับ 9-11% (คิดเป็นประมาณการกำไรสุทธิ 3-4 ล้านบาท/เมกะวัตต์)
อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอความชัดเจนเพื่อประเมินขนาดของผลกระทบ โดยขึ้นอยู่กับว่าอัตราใหม่จะนำมาปรับใช้ทันทีหรือไม่ ในการเปิดรับซื้อรอบใหม่ที่อยู่ในแผนล่าสุดคือโควตาสำหรับหน่วยราชการ 400 เมกะวัตต์ และส่วนที่ค้างมาจากโควตาสหกรณ์การเกษตรอีก 119 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ หลายบริษัทในกลุ่มพลังงานเน้นลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เช่น โซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น (SUPER-GUNKUL-IFEC-SPCG-BCPG) แม้ว่าระดับผลตอบแทนที่ราว 10% จะใกล้เคียงกับโครงการในประเทศ ขณะที่ใช้เงินลงทุนสูงกว่า แต่จะมีความแน่นอนในแง่ขั้นตอนดำเนินงานและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากทางธนาคารญี่ปุ่นสูงถึงร้อยละ 85 ของมูลค่าโครงการ จึงเป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยต่อยอดการเติบโตของบริษัท






