วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาพแวดล้อมศก.ไทยแกร่ง ขึ้นอันดับ13ของโลก

"เวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม" รายงานดัชนีขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก เผย "สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจไทย"แกร่ง ขึ้นอันดับ 13 ของโลก

ผลการสำรวจโดยเวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม หรือ WEF(World Economic Forum) พบว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 34 จาก138ประเทศทั่วโลกมีคะแนนอยู่ที่ 4.6 จากคะแนนเต็มที่ 7 คะแนน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ไทยมีอันดับลดลง 2 อันดับจากปีที่ผ่านมา อยู่ที่อันดับ 32 โดยประเทศสเปน และชิลี ขยับอันดับขึ้นแซงประเทศไทย

หากเปรียบเทียบความสามารถทางการแข่งขันขอประเทศไทยกับปีที่ผ่านมา พบว่า อันดับที่ส่งผลบวกต่อดัชนีความสามารถทางการแข่งขันโดยรวม คือ ด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหาภาคของไทยมีอันดับดีขึ้น จากอันดับที่ 27 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 13 ของโลก สะท้อนจากการจัดทำงบประมาณสมดุลของภาครัฐ จากที่เคยดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณ ทำให้สัดส่วนการออมของประเทศต่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี สูงขึ้น และสัดส่วนหนี้รัฐบาลต่อจีดีพีลดต่ำลง

ขณะเดียวกันภาคธุรกิจมองว่า ปัญหาในการทำธุรกิจในเรื่องการคอร์รัปชันลดลง และศักยภาพของรัฐบาลดีขึ้น นอกจากนี้ในด้านนวัตกรรม (Innovation)ที่ได้รับคะแนนเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่ได้รับอันดับที่ดีขึ้นจากอันดับ 57 มาอยู่ที่อันดับ54

ขณะที่ประเทศที่ได้อันดับ 1 ถึง 10 คือ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฮ่องกง และฟินแลนด์ ตามลำดับ โดย 3 อันดับแรกยังครองแชมป์ตามเดิม

ด้านภาพรวมขีดความสามารถทางการแข่งขันกลุ่มประเทศในเอเซีย ประเทศไทยอยู่อันดับที่10 ไม่เปลี่ยนแปลง อันดับหนึ่งคือ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง นิวซีแลนด์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มASEAN + 3พบว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 6 รองจาก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ และ จีน

ดัชนีชี้วัดของไทยที่โดดเด่น คือ ความน่าดึงดูดใจของทรัพย์สินทางธรรมชาติ (Attractiveness of Natural Assets)ที่ได้รับอันดับหนึ่ง การให้ความสำคัญของรัฐบาลที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเดินทาง ได้รับอันดับที่ 2 รองจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสร้างความโดดเด่นให้กับธุรกิจท่องเที่ยวของไทย และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Extent of Virtual Social Networks Use)ที่ได้รับอันดับที่ 2 เป็นรองเพียงประเทศสิงคโปร์เช่นกัน

รวมถึงในแง่ของความแข็งแกร่งของธนาคาร และ การเข้าถึงตลาดทุนภายในประเทศ (Local Capital Market Access)ได้รับอันดับ 3 รองจากประเทศ สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น รวมถึงปัจจัยทางการด้านการตลาด (Extent of Marketing)และ ประสิทธิผลในการใช้การตลาดและแบรนด์ดิ้ง (Effectiveness of Marketing and Branding)ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ได้รับอันดับที่ 3

ทั้งสองประเด็นข้างต้น เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในASEAN+3 นับว่าเป็นการสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจ ทั้งทางด้านการเงินและการตลาดในเวที ASEAN+3 ได้เป็นอย่างดี โดยภาพรวมในกลุ่มอาเซียนอันดับลดลงทุกประเทศ ยกเว้น กัมพูชา และสิงคโปร์ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ยังอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้กับดักปานกลาง ที่เน้นเรื่องของการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่เน้นเรื่องของนวัตกรรม

รายงานของเวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม ยังมีข้อเสนอแนะต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย โดยหากประเทศไทยต้องการก้าวพ้นประเทศรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) ไทยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของนวัตกรรมเป็นพิเศษ และให้ความสำคัญกับทักษะของบุคลากรที่จำเป็นสำหรับอนาคตการพัฒนาของภาคธุรกิจและความสามารถทางด้านนวัตกรรม รองรับต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0