"สมคิด" เดินหน้าประชารัฐเพื่อสังคม ตั้งคณะทำงานร่วมรัฐ-เอกชน–ประชาสังคม พร้อมออกพันธบัตร หวังระดมทุนแก้ปัญหา ควบคู่มาตรการภาษี
รัฐบาลเดินหน้าผลักดันนโยบาย“ประชารัฐ”ด้านสังคม หลังจากก่อนหน้านั้นเร่งผลักดันด้านเศรษฐกิจ โดยจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาสังคมระยะยาว
วานนี้ (23 ก.ย.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม “ประชารัฐเพื่อสังคม” โดยมีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และภาคีเครือข่ายประชารัฐ เช่น นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) รวมทั้งตัวแทนบริษัทเอกชนในเครือข่ายประชารัฐเข้าร่วมการประชุมประมาณ 50 คน
นายสมคิด กล่าวว่า รัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้ร่วมกันผลักดันโครงการและนโยบายประชารัฐมาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งมีความสำเร็จในด้านเศรษฐกิจและสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้ในระดับหนึ่ง สิ่งที่อยากจะเห็นในระยะต่อไป
นายสมคิด กล่าวว่าได้หารือร่วมกับศ.นพ.ประเวศว่าอยากให้มีการเริ่มต้นนโยบายประชารัฐด้านสังคมอย่างจริงจัง ซึ่งมีหลายเรื่องที่ภาคเอกชน สามารถเข้ามาร่วมผลักดันไปได้ เช่น การผลักดันการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในขณะที่ภาคเอกชนมีกำลัง มีเครื่องมือ จึงอยากให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยภาครัฐจะร่วมมาตรการทางภาษีสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆนี้เพื่อส่งเสริมการจ้างงานให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น
นายสมคิด กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ที่ประชุมมีการตั้งกลไกเพื่อขับเคลื่อนประชารัฐเพื่อสังคม โดยเตรียมที่จะจัดตั้งคณะทำงานสานพลังประชารัฐเพื่อสังคมประกอบไปด้วยฝ่ายรัฐมีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหัวหน้า และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการร่วม ส่วนภาคเอกชนได้มอบให้นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะทำงาน
ขณะที่ภาคประชาสังคมมอบให้ส.ช.ตั้งกรรมการขึ้นมาหารือร่วมกัน รวมทั้งให้มีตัวแทนของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มาร่วมเป็นกรรมการเพื่อสนับสนุนแนวทางการระดมทุนด้วย โดยให้แต่งตั้งคณะทำงานชุดนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว คาดว่าเมื่อทำงานตามกลไกนี้ในอีก 1ปีข้างหน้ารัฐบาลต่อไปจะเข้ามาใช้กลไกนี้ทำงานเพื่อสังคมต่อได้ทันที
“การดูแลสังคมผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องมีเครื่องมือดูแลผ่านหลายมาตรการและร่วมกันหลายฝ่าย กระทรวงการคลังจะทยอยออกมาตรการดูแลสังคมผู้สูงอายุ เพื่อเสนอ ครม.พิจารณาในเร็วๆนี้ เช่น การให้การจ้างงานผู้สูงอายุ การตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อให้ผู้มีอาชีพอิสระ สมัครเป็นสมาชิกสะสมเงินออมระยะยาวในกองทุน กบช. เพื่อรับเงินบำนาญใช้ในยามเกษียณ การจัดทำที่อยู่อาศัยของการเคหะเพื่อรองรับผู้สูงอายุ”นายสมคิดกล่าว
สั่งออกพันธบัตรเพื่อสังคม
นายสมคิด กล่าวว่าได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับข้อเสนอของเอกชนในการระดมทุนจากประชาชนเพื่อแก้ปัญหาสังคม โดยการออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Impact Bond) ซึ่งเป็นรูปแบบที่หลายประเทศใช้ได้ผลโดยภาครัฐมีการออกพันธบัตรระดมทุนเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาและพัฒนาสังคม โดยมีภาคเอกชน และประชาชนเป็นผู้ลงทุนการซื้อพันธบัตรรัฐ และจะได้รับเงินคืนเมื่อครบสัญญาพร้อมดอกเบี้ย เมื่อนำเงินไปใช้ในกลุ่มเป้าหมายให้เกิดประโยชน์
ปัจจุบันมีประเทศต่างๆที่ใช้พันธบัตรเพื่อสังคมเป็นกลไกในการระดมทุนเพื่อแก้ปัญหาสังคมแล้ว 15 ประเทศโดยส่วนใหญ่ได้รับผลสำเร็จที่ดี เช่น ตัวอย่างในอังกฤษใช้การออกพันธบัตรเพื่อสนับสนุนการจ้างงานนักโทษที่พ้นความผิดออกจากเรือนจำ
“ประเวศ”แนะต้องมีกรรมการอิสระขับเคลื่อน
ด้านนายแพทย์ประเวศ กล่าวว่าประชารัฐถือว่าเป็นแนวทางใหม่ในสังคมที่สามารถรวมเอาพลังที่มีความหลากหลายจากภาคส่วนต่างๆในสังคมมาใช้ในการพัฒนาสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้มแข็งในระดับหมู่บ้านทั้ง 8,000 ตำบลและ 80,000 หมู่บ้าน โดยมีสองเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันได้แก่ การดูแลผู้สูงอายุและการพัฒนาคุณภาพเยาวชน ซึ่งต้องมีกลไกที่ควรพัฒนาคือผลักดันให้เกิดคณะกรรมการอิสระขึ้นมาขับเคลื่อนในประเด็นเหล่านี้ โดยรวมเอากลไกของทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคประชาสังคม
ขณะเดียวกันสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำนอกจากเรื่องผู้สูงอายุ ยังมีเรื่องของการสรางคุณภาพเด็กและเยาวชน เพราะตอนนี้ห่วงว่า เด็กที่เกิดมาใหม่ปีละ 700,000 - 800,000 คน จะอยู่ในสภาพอย่างไร นั่นเพราะที่ผ่านมา 30 ปี ระบบการศึกษาของไทยจะเน้นท่องจำมาโดยตลอด ไม่ได้สรางให้มีความรู้ด้านการจัดการเพื่อให้เด็กเอาตัวรอดอยู่ได้
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีบทบาทด้านการศึกษาให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้ โดยอาจเข้ามากอาชีพ เพราะในแต่ละปีมีพนักงานในบริษัทเอกชนที่เข้ามาร่วมเป็นประชารัฐ มีการลาออกออกจากงานที่ทำมากกว่ากว่า 50,000 - 60,000 คนจากพนักงานทั้งหมดประมาณ 8 แสนคน หากสามารถพัฒนาคุณภาพของเยาวชนให้ทัดเทียมกันได้จะทำให้การเข้ามาทำงานของบุคลากรในบริษัทเอกชนมีคุณภาพที่ทัดเทียมกันอย่างต่อเนื่อง
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทยและประธานสภาหอการค้าไทยกล่าวว่ามีความเป็นไปได้สูง ในการที่ภาคธุรกิจจะเข้ามาเป็นกลไกร่วมพัฒนาชุมชน สร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ ในส่วนกลุ่มมิตรผลได้ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายทำงานกับสสส. โดยเฉพาะประเด็นการจ้างงานผู้พิการมาแล้วหลายปี และเชื่อว่าหากสร้างกลไกสนับสนุนให้องค์กรเอกชนที่เข้มแข็งได้รับรู้วิธีการก็จะเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบรายงานของปัญหาทางด้านสังคมด้านต่างๆ โดยในด้านผู้สูงอายุนั้น พบว่า ในอีก 12 ปีข้างหน้าจะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 14.4 ล้านคน จากปัจจุบัน 9.9 ล้านคน โดยมีผู้สูงอายุ 1 ใน 10 ถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพัง เพราะอัตราการเกิดน้อยลง และเกิดการย้ายถิ่นฐาน อีกทั้งผู้สูงอายุ 34.3% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความอยากจน ที่ 2,572 บาทต่อคนต่อเดือน
ส่วนด้านการใช้งบประมาณดูแลผู้สูงอายุในอนาคต จะยิ่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปี 2606 รัฐจะต้องใช้งบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลเพิ่มขึ้นจาก 523,726 ล้านบาท









