ส.บริษัทจดทะเบียนไทย ปั้นโมเดลติดปีกเอสเอ็มอี หลังตั้งศูนย์เพิ่มขีดแข่งขันธุรกิจ (CBCE) ดึง33ซีอีโอชั้นนำโค้ชชิ่งSMEปูทางเข้าตลาดหลักทรัพย์
นายชนินท์ ว่องกุศุลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ (CBCE - Center for Building Competitive Enterprises) เปิดเผยถึงโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนธุรกิจ 80-90% ของกลุ่มธุรกิจไทย ซึ่งภาครัฐหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน
สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย จึงพัฒนาโปรแกรมเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงเริ่มต้นเพื่อให้มีความพร้อมในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน จึงตั้งศูนย์ CBCE ภายใต้การสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เริ่มเปิดตัวโครงการรุ่นแรกไป ตั้งแต่ปี 2559 คัดเลือกบริษัทที่สมัครเข้าร่วมโครงการเหลือ 14 บริษัท ได้นำความรู้จากผู้บริหาระดับสูงจากองค์กรชั้นนำของประเทศ 33 คน ที่มาเป็นที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์จากหลากหลายภาคธุรรกิจเข้ามาวิเคราะห์และพัฒนาธุรกิจ
ทั้งนี้ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยจะใช้ระบบให้คำปรึกษาทางธุรกิจจากผู้มีประสบการณ์ผ่านรูปแบบโค้ชชิ่ง ที่ปรึกษา 2-3 รายต่อหนึ่งบริษัท โดยมีที่ปรึกษาผู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีการจับคู่ที่ปรึกษาในกลุ่มธุรกิจที่มีประสบการณ์ธุรกิจใกล้เคียงกันกับธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการเพื่อร่วมกันวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลจุดเด่นจุดด้อยของธุรกิจแต่ละบริษัท
จากนั้นจึงเลือกผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านธุรกิจในแต่ละด้านมาเติมเต็มองค์ความรู้ในจุดที่บริษัทยังขาด ตั้งแต่ด้านบัญชี การเงิน ทรัพยากรบุคคล การตลาด สินค้า รวมถึงการวางระบบ โดยติดตามและประเมินระยะยาว 2-3 ปี เพื่อเห็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านของโครงสร้างและผลประกอบการภายหลังการปรับปรุง
“เรามีสมาชิกที่เป็นที่ปรึกษา และระดับซีอีโอ (ประธานกรรมการบริหาร) จากองค์กรชั้นนำที่มีความรู้ความความชำนาญและประสบการณ์ที่หลากหลายด้าน ตั้งแต่การตลาด สินค้า โดยมีทีมงานของศูนย์เป็นผู้รวบรวมข้อมูลและเตรียมข้อมูลของบริษัทแต่ละด้าน ให้กับบริษัทให้คำปรึกษาและที่ปรึกษาก่อนพบกันในแต่ละครั้งเพื่อเจาะลึกความท้าทายของแต่ละบริษัทที่แตกต่งกัน แล้วจึงเยี่ยมชมสภาพแวดล้อมการททำงานจริง มีการนัดประชุมให้คำปรึกษาและติดตามผลเป็นระยะ โดย 1 ปีที่ผ่านมามีคัดเลือกธุรกิจสมัครเข้ามา 21-22 บริษัท คัดเลือกเหลือ 14 บริษัท เข้าร่วมโครงการ ซึ่งปีแรกหลังจากให้คำปรึกษาในเบื้องต้นพบว่า ข้อมูลธุรกิจเชิงลึกที่ได้สามารถรวบรวมเป็นกรณีศึกษาเอสเอ็มอีไทย ในแต่ละปัญหาที่แตกต่างกันเพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจและองค์ความรู้การจัดการอุปสรรคดังกล่าว”
นายชนินท์ กล่าวต่อไปว่า โปรแกรมดังกล่าวมีความยากและซับซ้อน เพราะเป็นโปรแกรมให้คำปรึกษาในเชิงลึกแบบตัวต่อตัวและติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งความรู้ที่ได้จากการให้คำปรึกษายังเป็นกรณีศึกษาที่เป็นต้นแบบของการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีที่เห็นการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรรมหากมีการพัฒนาถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้มีประสบการณ์แบบพี่สอนน้อง หรือโค้ชชิ้ง อย่างใกล้ชิด
“หลักสูตรเทรนนิ่งที่ผ่านมาเป็นการดีไซน์เนื้อหาและดึงให้คนมาเข้าร่วมโปรแกรมแล้วจบ แต่โปรแกรม CBCE เป็นการติดตามตั้งแต่เริ่มต้นไปตลอด ซึ่งเป็นการเรียนการสอนแนวใหม่ที่ไม่ใช่เพียงการฟัง จึงต้องใช้ที่ปรึกษาจำนวนมาก แต่สามารถรับบริษัทเข้าร่วมได้เพียงเล็กน้อย ปีแรกผ่านมายังอยู่ในช่วงค้นหาหลักสูตรที่เหมาะสมและสอดคล้องกันกับการพัฒนาเอสเอ็มอี ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้า หลักสูตรดังกล่าวจึงควรเป็นต้นแบบให้เกิดการพัฒนาแบบพี่สอนน้องรายใหญ่ผู้มีประสบการณ์ถ่ายทอดความรู้สู่เอสเอ็มอีในประเทศ ”
เขายังกล่าวต่อว่า รูปแบบของธุรกิจไทยส่วนใหญ่เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัว เช่นเดียวกันกับธุรกิจเขา ดังนั้นพื้นฐานของธุรกิจจึงต้องมีการบริหารจัดการความสัมพันธ์ครอบครัว และธุรกิจให้มีความชัดเจนเป็นระบบ หากธุรกิจใดยังมีความคลุมเครือก็จะเกิดประเด็นปัญหาอุปสรรคที่ต้องจัดการซับซ้อนมากขึ้น โดยปัญหาต่อมาขององค์กรไทยคือการวางระบบ เงินทุน
สำหรับหลักสูตร CBCE ปีที่ 2 เริ่มต้นเปิดงาน CBCE Information Day ในวันพุธที่ 21 กันยายน 2559 เวลา 13.30 -15.30 น.เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าร่วมรับฟังรายละเอียดโครงการจาก ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ในฐานะประธานกรรมการศูนย์ฯ รวมทั้งรับฟังประสบการณากบริษัที่เข้าร่วมโครงการปี 2016 (รุ่นที่ 1) ณ ห้อง 702-703 อาคารB ชั้น 7 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้างสถานทูตจีน)
ด้านดร.ชเนศวร์ แสงอารยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไพลอน จำกัด(มหาชน) หนึ่งในที่ปรึกษาโครงการ ให้ความเห็นว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการที่เข้าไปส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจให้กับรายย่อยโดยใช้องค์ความรู้จากผู้ประสบความสำเร็จจากบริษัทชั้นนำ ที่เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในด้านการวางระบบ
โดยบริษัทที่ ดร.ชเนศวร์ เป็นที่ปรึกษาให้กับภาคธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และวางระบบท่อน้ำมันในสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกันกับธุรกิจที่มีประสบการณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการวางระบบเชิงโครงสร้างเป็นหลัก







