ประเด็นหลักจากโรดโชว์
ประเด็นการลงทุน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้พาคุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ คุณเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ไปพบกับนักลงทุนในประเทศ โดยภาพรวมส่วนใหญ่มีประเด็นความกังวลอยู่ 2 ประเด็น ได้แก่ 1) การเติบโตของกำไรปี 2560 อาจดูไม่มากนักเนื่องจากธุรกิจกลุ่มเคมิคอลส์ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดแล้ว ในขณะที่กำไรจากธุรกิจซิเมนต์ยังคงชะลอตัวจากค่าเสื่อมราคาของโรงงานใหม่ และ 2) ความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย โดยการเติบโตระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนเป็นส่วนใหญ่และการลงทุนดังกล่าวส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งกรอบเวลาและความสำเร็จอาจยากที่จะคาดการณ์
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าความกังวลทั้ง 2 ประเด็นได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว โดยตลาดคาดการเติบโตของกำไรในปี 2560 ที่เพียง 2% และปี 2561 ที่ 3% ในขณะที่มูลค่าหุ้นซื้อขายปัจจุบันอยู่ที่ระดับ PER เพียง 11.5 เท่า สำหรับปี 2559 และ 10.8 เท่าสำหรับปี 2560 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.7 เท่า ทั้งนี้หาก SCC ไม่สามารถเข้าซื้อกิจการได้ กระแสเงินสดอิสระที่เพิ่มขึ้นจากงบลงทุนที่ต่ำลงอาจส่งผลให้บริษัทปรับอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลสูงขึ้นจากปัจจุบันที่ 40% ซึ่งทำให้มีอัตราปันผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้น เราปรับเป้าหมายการลงทุนเป็นสิ้นปี 2560 ส่งผลให้ราคาเป้าหมายมาอยู่ที่ 640 บาท (จาก 580 บาท) ยังคงแนะนำซื้อ
ประเด็นหลักจากโรดโชว์
ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
อุปสงค์เริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส4/59
อุปสงค์ซิเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในไตรมาส3/59 เนื่องจาก 1) เมกะโปรเจคหลายโครงการยังไม่เริ่มดำเนินการ 2) อุปสงค์จากกลุ่มที่อยู่อาศัยยังคงชะลอตัว และ3) ฝนที่ตกหนักทำให้กิจกรรมการก่อสร้างชะลอตัว ผู้บริหารคาดการบริโภคซีเมนต์ลดลงเพียงเล็กน้อยในไตรมาส 3/59 แต่ค่อนข้างมั่นในว่าจะกลับมาฟื้นตัวหลังจากหมดฝนแล้วในไตรมาส4/59 อุปสงค์การเติบโตสำหรับปี 2559น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0-1% ส่วนปีหน้าคาดเติบโตแข็งแกร่งขึ้น จากการบริโภคในต่างจังหวัดที่ฟื้นตัวและโครงการเมกะโปรเจคที่เริ่มดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารยังไม่ชี้แจงเป้าหมายของอุปสงค์การเติบโตปีหน้าเนื่องจากมีความเสี่ยงที่โครงการก่อสร้างต่างๆของรัฐบาลอาจไม่สามารถเริ่มได้ตามกำหนด อีกทั้งนักพัฒนาอสังหาฯจะยังรอดูจนกว่าจะมั่นใจว่าโครงการระบบขนส่งมวลชนจะดำเนินงานตามแผน
ราคาซิเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในปีหน้า
เช่นเดียวกับอุปสงค์ ราคาซิเมนต์ในประเทศอาจอยู่จุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 3/59 แม้ว่าอุปทานจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มอัตรากำลังการผลิตของ TPIPL แต่อุปสงค์ที่ขยายตัวน่าจะรับกับอุปทานได้ทั้งหมด ต้นทุนถ่านหินที่สูงขึ้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาซิเมนต์ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรไม่น่าเป็นกังวลเนื่องจาก 70-80% ของราคาถ่านหินที่จะใช้ในปีหน้าทำสัญญาล่วงหน้าไว้แล้ว
การเติบโตระยะยาวส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ
แม้ว่าธุรกิจซิเมนต์-วัสดุก่อสร้าง (CBM) ในประเทศจะฟื้นตัวปีหน้าตามอุปสงค์และราคาที่สูงขึ้น แต่การเติบโตระยะยาวนั้นอาจดูค่อนข้างต่ำ โดยจากนี้ไปธุรกิจซีเมนต์-วัสดุก่อสร้างในประเทศไทยจะไม่ได้โตจากปริมาณยอดขาย แต่โตจากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นจากสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตามการเติบโตที่มาจากสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอาจไม่มากนักเนื่องจากตลาดยังมีขนาดเล็ก
การขยายตัวธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตระยะยาวของธุรกิจ CBM
โดยปีที่ผ่านมา โรงงานปูนซิเมนต์แห่งใหม่ในประเทศอินโดนีเซียและแห่งที่สองที่ประเทศกัมพูชาเริ่มดำเนินการผลิต ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นจาก 24.3 ล้านตันมาเป็น 27ล้านตัน ส่วนโรงงานปูนซิเมนต์ในประเทศพม่าจะเริ่มเดินเครื่องในเดือนนี้ด้วยกำลังการผลิตที่ 1.8 ล้านตัน ในขณะที่โรงงานปูนซิเมนต์ในประเทศลาวที่กำลังการผลิต 1.8 ล้านตันจะเริ่มดำเนินงานในไตรมาส 2/60 นอกจากนี้ SCC ยังมองหาโอกาสที่จะเข้าซื้อกิจการโรงงานปูนซิเมนต์ในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย ในก้าวต่อไปบริษัทมีแผนที่จะสร้างหรือเข้าซื้อกิจการธุรกิจปลายน้ำ อาทิ เช่น โรงงานผลิตหลังคาหรือกระเบื้องในประเทศภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศพม่า
ผู้บริหารเชื่อในศักยภาพการเติบโตของประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าอุตสาหกรรมซิเมนต์มีอุปทานส่วนเกินสูงถึง 30 ล้านตัน แต่การบริโภคต่อหัวในอินโดนีเซียอยู่ที่เพียง 230 กก. เทียบกับ 745 กก.ในเวียดนาม และ 734 กก.ในไทย แม้จะดำเนินการผลิตเต็มอัตรากำลัง แต่สามารถผลิตได้เพียง 354 กก.ต่อหัว
เคมิคอลส์
ส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับแนฟทายังคงอยู่ในระดับสูงสำหรับในอีก 3-4 ปีข้างหน้า: ผู้บริหารเชื่อว่าส่วนต่างราคา HDPE มาอยู่จุดสูงสุดแล้ว แต่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 700เหรียญสหรัฐ/ตัน สำหรับอีก 3-4ปีข้างหน้า เนื่องจากการเติบโตของอุปสงค์และอุปทานที่สมดุลกัน ส่วนต่างราคาอาจลดลงต่ำกว่า 700 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในช่วงที่กำลังการผลิตใหม่เริ่มเข้าสู่ตลาด แต่ผลกระทบจะเกิดเพียงชั่วคราวเท่านั้น อัตรากำลังการผลิตโลกปัจจุบันอยู่ที่ 93% หากมีการหยุดโรงงานโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้าซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติ ส่วนต่างน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่เหนือ 700 เหรียญสหรัฐ/ตัน ดังนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่ส่วนต่างราคาจริงจะสูงกว่าที่บริษัทคาดการณ์
สายผลิตภัณฑ์โพลิโพรไพลีนช่วยหนุนการเติบโตในระยะกลาง: ราคาส่วนต่างโพลิโพรไพลีนต่ำกว่าโพลีเอททีลีนมาตั้งแต่ไตรมาส 1/58 เนื่องจากอุปทานใหม่ที่เพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 6%ในปี 2558 และเพิ่มขึ้น 5%ในปี 2559และ2560) และอุปสงค์ที่ลดลงสำหรับสินค้าคงทน การเติบโตของอุปทานคาดจะลดลงมาอยู่ที่ 4% ในปี 2561 และ 3% ในปี 2562 ในขณะที่อุปสงค์สำหรับสินค้าคงทนน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก
กำลังการผลิตเคมิคอลส์ใหม่เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตระยะยาว: หลังจากเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงานจันทรา แอสซรี 40% มาอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน SCC กำลังพิจารณาลงทุนธุรกิจปลายน้ำเพิ่มเติมที่กำลังการผลิตอีก 4 แสนตัน ซึ่งน่าจะตัดสินได้ในเร็วๆนี้เพื่อที่จะได้ประโยชน์จากวงจรขาขึ้นได้อย่างเต็มที่ ในระยะยาวโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ในประเทศเวียดนามจะเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนผลประกอบการ โดย SCC คาดว่าจะสรุปโครงสร้างผู้ถือหุ้นและต้นทุนโครงการได้ในสิ้นปี 2559 และจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2560 โดยโครงการจะใช้เวลาในการสร้างประมาณ 5 ปี เรามองว่าโครงการที่เวียดนามถือเป็นก้าวที่สำคัญนอกจากจะเป็นโรงแครกเกอร์แห่งแรกของประเทศซึ่งมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่งแล้ว การที่มีความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ (ใช้ก๊าซได้สูงสุดถึง 80%) จะช่วยให้ SCC บริหารสัดส่วนประเภทสินค้าเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดด้วยการบริหารจัดการร่วมกับโรงแครกเกอร์ 2 โรงในประเทศไทย









