วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปรับพอร์ต' รับดอกเบี้ยขาขึ้น

กูรูแนะกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือเทรนด์ดอกเบี้ย "ขาขึ้น"

ปัจจัยอย่างหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญและเฝ้าติดตามในช่วงที่เหลือของปีนี้ คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ ‘การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)’ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินลงทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ในแต่ละประเทศ รวมถึงในตลาดทุนไทย

จากกระแสข่าวการคาดการณ์และความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายรายมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเฟดน่าจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง เพียงแต่จะตัดสินใจปรับขึ้นในการประชุม วันที่ 21 ก.ย. นี้ หรือการประชุมเดือน ธ.ค. กันแน่

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คำถามสำคัญ คือ ตลาดหุ้นไทยจะตอบรับอย่างไร?

ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย หากเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจริง ในระยะสั้นดัชนีคงจะปรับตัวลง เพราะค่าเงินบาทมีแนวโน้มพลิกมาอ่อนค่าสูงมาก เงินลงทุนส่วนหนึ่งที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทจะไหลออก

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย มักจะมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสหรัฐ ทั้งในช่วงที่เป็นขาขึ้นและขาลงที่กินระยะเวลายาว อย่างในปี 2547 ที่เฟดเริ่มขึ้นดอกเบี้ยก่อน หลังจากนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จึงตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยตาม และขึ้นต่อเนื่องยาวไปถึง มิ.ย. 2549

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าถ้ากนง.จะขึ้นดอกเบี้ยได้ คงจะต้องเป็นปี 2560 โดยต้องรอดูทิศทางของเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้เสียก่อน

“ส่วนมากแล้วดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นได้ในระยะกลางถึงยาว หลังจากที่ปรับตัวลงในช่วงแรก โดยอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มประกัน ซึ่งได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอาหารและอสังหาริมทรัพย์จะได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น”

ขณะที่ทิศทางเงินลงทุนต่างชาติมีโอกาสที่จะชะลอและช้าลง หลังมีการซื้อต่อเนื่องยาวมาตั้งแต่ 15 ก.พ. 2559 กว่า 1.2 แสนล้านบาท โดยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,440 จุด เป็นอัตราผลตอบแทน 7.3% เมื่อบวกกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีทุนเฉลี่ยที่ 35.18 บาทต่อดอลลาร์ และเงินปันผลที่ได้มาระหว่างทาง นักลงทุนต่างประเทศ สามารถทำผลตอบแทนไปได้เกือบ 10% สามารถที่จะขายทำกำไรได้ตลอดเวลา

นอกจากนั้นยังมีสัญญาณเตือนจากการเปิดสถานะชอร์ตใน SET50 Futures กว่า 3 หมื่นสัญญา มาตั้งแต่ 5 ส.ค. 2559 ถือเป็นการชอร์ตสะสมต่อเนื่องที่มากที่สุดของปี 2559 ขณะที่สถานะคงค้างไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทำให้มีความเป็นไปได้ที่การเปิดชอร์ตจะประกอบไปด้วยการปิดสถานะลองที่สะสมไว้ตั้งแต่ต้นปี ล่าสุดเหลืออยู่ 1.2 แสนสัญญา และเป็นการเปิดสถานะใหม่ด้วยการชอร์ตในซีรีย์ที่ไกลมากขึ้นซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองเชิงลบในอนาคต

ด้าน กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่า จากสถิติที่ผ่านมาในอดีตซึ่งเฟดมักจะขึ้นดอกเบี้ยแบบต่อเนื่อง ซึ่งหุ้นไทยก็มักจะตอบรับเชิงบวกในระยะกลางถึงยาว แต่ในครั้งนี้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดทิ้งช่วงค่อนข้างนาน จึงไม่มั่นใจนักว่าตลาดหุ้นไทยจะตอบรับอย่างที่ผ่านมาแบบแน่นอน

“จากสถิติการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2547 หลังจากเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก 6-9 เดือน ดัชนีหุ้นไทยจะเพิ่มขึ้นราว 2.66-15% แต่ปัจจุบันลักษณะเศรษฐกิจของไทยและสหรัฐค่อนข้างต่างกัน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยของไทยในขณะนี้ที่สูงกว่าสหรัฐค่อนข้างมาก ฉะนั้นเชื่อว่าจะยังไม่เห็นการขึ้นดอกเบี้ยของไทยในอีก 1 ปีข้างหน้านี้”

สำหรับอุตสาหกรรมที่น่าจะได้ประโยชน์จากเทรนดอกเบี้ยขาขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ หลังจากที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกเมื่อปลายปีก่อน จากที่คงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับ 0.25% มาตั้งแต่ปี 2542 ตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวลงในช่วงแรก ก่อนที่จะตอบรับในเชิงบวก โดยเพิ่มขึ้นมาได้ราว 20% จากจุดต่ำสุด

ขณะที่ เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการอำวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส มองว่า แม้สหรัฐจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะต้องปรับขึ้นตามทันที สาเหตุสำคัญที่สหรัฐตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น หากดอกเบี้ยยังต่ำเศรษฐกิจอาจจะฟื้นตัวอย่างร้อนแรงเกินไป และยากต่อการควบคุม

สำหรับตลาดหุ้นไทย หากตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยตาม อาจจะเห็นเงินลงทุนย้ายออกจากตลาดหุ้นไปยังพันธบัตร และความน่าสนใจของตลาดหุ้นน่าจะลดลงไปบ้าง เพราะที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเงินทุนต่างชาติมาตลอด

“โดยปกติแล้ว ในช่วงเริ่มต้นของการขึ้นดอกเบี้ยนั้นจะมีอุตสาหกรรมส่วนน้อยที่ได้ประโยชน์ อาจจะมีเพียงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่จะได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่จะเพิ่มสูงขึ้น แต่ในมุมกลับกันหากการขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป เงินบาทก็มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นและทำให้ความได้เปรียบในการส่งออกลดลง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า กนง.จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย”

โดยสรุปแล้วนักลงทุนคงจะได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐจากระดับ 0.5% เพียงแต่จะขึ้นเมื่อใดเท่านั้น สำหรับนักลงทุนแล้ว การเตรียมตัวปรับพอร์ตเพื่อรอรับสถานการณ์ที่กำลังจะมาถึงคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยภาวะที่ตลาดปรับตัวลดลงมาพอสมควร

ช่วงเวลานี้อาจจะเป็นจังหวะที่ดีในการเลือกซื้อหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ในราคาที่เหมาะสมก็เป็นได้