วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กนง. ปรับเพิ่ม 'จีดีพี' ปีนี้โต 3.2%

กนง.ปรับเพิ่ม “จีดีพี” ปีนี้โต3.2% ห่วงเงินบาทบางช่วงแข็งค่าเร็วเกินไป สั่ง"ธปท."ติดตามผู้เล่นในตลาดใกล้ชิด พร้อมประเมินส่งออกปีหน้ายังหดตัว

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวานนี้ (14 ก.ย.) ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 6 ในรอบปี 2559 โดยที่ประชุมยังคงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยครั้งที่ 11 ติดต่อกัน ขณะเดียวกันที่ประชุมมีมติให้ปรับเพิ่มคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 3.2% จากเดิมที่ 3.1% เป็นผลจากการบริโภคช่วงไตรมาส 2 ซึ่งออกมาดีกว่าคาด

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. กล่าวว่า สาเหตุที่ กนง. ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็น 3.2% ส่วนหนึ่งเพราะการบริโภคไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

ส่งออกปีหน้าหดตัว0.5%

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจปีหน้า กนง. ยังคงเติบโตไว้ที่ 3.2% ซึ่งได้แรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น แต่การส่งออกมีแนวโน้มแย่ลงจากประมาณการเดิม โดย กนง. คาดว่าในปีหน้าการส่งออกจะติดลบ 0.5% จากเดิมที่คาดว่าเติบโตได้ 0% หรือไม่เติบโตเลย

“ความเสี่ยงด้านต่ำจากต่างประเทศมีสูงขึ้น โดยเฉพาะจากกรณี เบร็กซิท (ผลประชามติของสหราชอาณาจักรที่โหวตให้ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป) เพราะการประเมินกนง.รอบที่ผ่านมา (มิ.ย.2559) มีขึ้นก่อนจะทราบผล เมื่อผลออกมา ทำให้ความเสี่ยงมีเพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกก็ค่อนข้างเปราะบาง”

เกาะติดผู้เล่นในตลาดเงิน

สำหรับความผันผวนที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา กนง. ไม่ได้กังวลนัก แต่ให้น้ำหนักไปที่เรื่องเงินทุนไหลเข้าไหลออกมากกว่า ซึ่งตั้งแต่การประชุม กนง.ครั้งที่ผ่านมา (3 ส.ค.) จนถึงต้นเดือนก.ย. เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงิน แต่ช่วงท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงบ้าง ทำให้การประชุมครั้งนี้ กนง. ไม่ได้กังวลนัก แต่ก็ตอกย้ำถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีมากขึ้น

“คณะกรรมการ ให้ความสำคัญกับความผันผวนที่มีมากขึ้น และเรื่องของค่าเงินยังอยู่ในเรดาร์ของทาง ธปท. และทาง ธปท. ก็ติดตามดูผู้เล่นในตลาดอย่างใกล้ชิด”

ชี้ส่งออกฉุดลงทุนโตต่ำ

สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐ กนง. ประเมินว่าในปีนี้ยังใช้เคียงกับประมาณการเดิม แต่จะเพิ่มขึ้นในปีหน้า เป็นผลจากการลงทุนภาครัฐที่มีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ยังคงหดตัว

“สิ่งที่เราอยากเห็น คือ การใช้จ่ายของภาครัฐที่นำไปสู่การลงทุน ทั้งส่วนที่รัฐบาลทำเอง และรัฐวิสาหกิจทำ ตรงนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวได้ดี ดังนั้นการลงทุนของภาครัฐและเอกชน เป็นสิ่งที่ควรเห็นมากขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพของจีดีพีไทย”

เงินเฟ้อโตชะลอ

สำหรับประมาณการเงินเฟ้อ กนง.ได้ปรับลดคาดการณ์เติบโตเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ลงเหลือ 0.3% จากเดิมที่คาดขยายตัว 0.6% แต่คงการเติบโตในส่วนของเงินเฟ้อพื้นฐานไว้ที่เดิม คือ 0.8% ส่วนในปีหน้า ได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปลงเหลือ 2% จากเดิมที่ 2.2% และได้คงคาดการณ์การเติบโตเงินเฟ้อพื้นฐานในปีหน้าไว้ที่เดิม คือ 1%

มติเอกฉันท์คงดบ.1.5%

นายจาตุรงค์ กล่าวว่า การตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เนื่องจาก กนง. มองว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี และภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กนง. เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำและยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในบางธุรกิจ รวมทั้งคุณภาพของสินเชื่อในบางภาคธุรกิจด้อยลงในระยะข้างหน้า

“กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะยังอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว แต่ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงโดยเฉพาะจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบางและพัฒนาการทางการเมืองในต่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม กนง. มีความเป็นห่วง ค่าเงินบาท ในบางช่วงที่โน้มแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ กนง. เห็นว่ายังควรต้องติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน รวมทั้งพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) จากการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำนาน

ฟิทช์ชี้เลือกตั้งปีหน้าผลดีต่อเรทติ้ง

ด้าน นายเมอร์วิน แทง ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับประเทศ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า ยังคงอันดับเครดิตประเทศไทย ที่ BBB+ แนวโน้มมีเสถียรภาพ โดยเห็นว่าปัจจัยบวก คือความชัดเจนทางการเมือง ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ซึ่งเป็นผลต่ออันดับเครดิตประเทศ แต่ฟิทช์ คงจับตามองปัจจัยด้านการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะภายหลังการเลือกตั้งในปีหน้าจะทำให้ความเชื่อมั่นภาคเอกชนฟื้นตัว และเริ่มหันกลับมาใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ รวมถึงจับตามองความต่อเนื่องการลงทุนภาครัฐด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ฟิทช์ยังคงคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้ที่ 2.9%