ช่วงที่ตลาด"ปรับตัวลดลงแรง" มีผู้บริหารชื่อดังของ 1-2 บริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงมาก ถูกโบรกเกอร์สั่งบังคับขาย
ในครึ่งแรกของเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยดิ่งลงอย่างรวดเร็วเกือบ 150 จุด ภายในระยะเวลา 8 วันทำการ โดยปรับตัวลงจาก 1,550 จุด ไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,410 จุด
โดยการปรับตัวลงที่ค่อนข้างรุนแรงของดัชนีหุ้น มักจะเป็นการเทขายหุ้นด้วยความตื่นตระหนก (panic sell) และปัจจัยเสริมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยผสมโรงให้ดัชนีหุ้นปรับลดลงได้รวดเร็วมากขึ้น คือ การถูกบังคับขาย(Force Sell) หรือปิดสถานะจากบัญชีที่ซื้อขายด้วยสินเชื่อเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ หรือบัญชีมาร์จิน
สำหรับช่วงที่ผ่านมานี้ แหล่งข่าวโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า การซื้อขายบัญชีมาร์จินคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นปรับขึ้นลงแรง นอกจากนักลงทุนทั่วไปซึ่งมีการซื้อขายผ่านบัญชีมาร์จินแล้ว ยังพบว่ามีผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน ก็เป็นนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้บัญชีมาร์จินซื้อขายหุ้นเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรง ล่าสุดนี้พบว่า มีผู้บริหารชื่อดังของ 1-2 บริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงมาก ถูกโบรกเกอร์สั่งบังคับขายหรือปิดสถานะออกมาเช่นเดียวกัน โดยก่อนจะบังคับขาย โบรกเกอร์ จะมีการเรียกให้นำเงินมาวางหลักประกันหลักทรัพย์เพิ่มตามเกณฑ์ปกติ แต่ผู้บริหาร 2 รายนั้น ไม่ได้นำเงินมาวางหลักประกันเพิ่มแต่กลับปล่อยให้หุ้นถูกบังคับขายออกมา
ด้านมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ภาพรวมของการลงทุนในรูปแบบของการซื้อขายในบัญชีมาร์จินนั้น ในส่วนของการวงเงินในการใช้มาร์จินของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท โ่ดยของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ปล่อยมาร์จินสูงสุดราว 13,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการปล่อยมาร์จินในระดับนี้ถือเป็นระดับปกติ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากนัก แม้ภาวะตลาดจะปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยนักลงทุนไทยส่วนมากยังคงใช้มาร์จินค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับในอดีต ซึ่งมูลค่าการปล่อยมาร์จิ้นช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเคยแตะระดับแสนล้านบาท ดังนั้นการปล่อยบัญชีมาร์จินในตอนนี้ถือว่าไม่ได้เป็นความเสี่ยงกับระบบธุรกิจหลักทรัพย์
สำหรับสถิติข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ในส่วนของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรง ระหว่าง 1 - 12 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่าหุ้นที่ปรับตัวลดลงแรงที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นบริษัทแอสเซท ไบร์ท (ABC) ราคาลดลง 40% หุ้นบริษัท ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่น (RICH) ราคาลดลง 38.18% หุ้นบริษัทเพิ่มสินสตีลเวิคส์ (PERM)ราคาหุ้นลดลง 35.08%หุ้นบริษัทเจนโก้ (GENCO) ราคาลดลง 31.82% หุ้นบริษัทการบินไทย (THAI)ราคาปรับลดลง 29.52% หุ้นบริษัทคราวน์ เทค แอดวานซ์ (AJD) ราคาลดลง 29.44% หุ้นบริษัทเฟอร์รั่ม (FER) ราคาปรับลดลง 28.57% หุ้นบริษัทอุตสาหกรรมผ้าเคลือบพลาสติกไทย (TCOAT) ราคาปรับลดลง 28.55% และหุ้นบริษัทอินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC)ราคาปรับลดลง 27.56%
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า หุ้นที่ราคาปรับตัวลงลึกรอบนี้ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็กและมีแรงเก็งกำไรสูงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการที่ผู้บริหารยอมปล่อยให้ถูกบังคับขายสะท้อนให้เห็นผู้บริหารต้องการเข้ามาเก็งกำไรหุ้นมากกว่าที่จะต้องการเพิ่มการถือครองหุ้นของตัวเองอย่างจริงจัง









