วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มอร์แกนฯ หวั่นตลาดหุ้น 'ขาลง'

"มอร์แกนสแตนลีย์" ระบุหุ้นไทยมีความเสี่ยงขาลง10% แนะจับตาผลตอบแทนพันธบัตรัฐ หลังพบปรับเพิ่มขึ้ันแตะระดับ 2.3% หวั่นดึงเม็ดเงินจากตลาดหุ้น

มอร์แกน สแตนลีย์ เผยแพร่บทวิจัย ว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีขึ้นในครึ่งหลังปี 2559 จากการประเมินกำไรสุทธิ บจ.ใน MSCI Thailand ที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นจากกลุ่มทรัพยากร จึงได้ปรับคาดการณ์กำไรสุทธิ ในปี 2559-2560 ขึ้น 4% และ 2% ตามลำดับ ขณะที่เป้าหมายดัชนีปีนี้ ปรับขึ้น 2% อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงขาลง 10%

ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นดีกว่าตลาดหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% ด้วยแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างประทเทศ ที่ 3.4 พันล้านดอลลาร์ เป็นผลมาจากสภาพคล่องล้นขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรยังต่ำ, ภาพการเลือกตั้งในไตรมาส 4 ปี 2560 ที่ชัดขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้เริ่มเห็นผลในบางภาคส่วน

อย่างไรก็ตาม ยังคงประเมินค่าพีอีที่ 14.5 เท่า สะท้อนความสามารถการเติบโตของกำไรบจ.ในระดับต่ำ และยังคงมุมมองการลงทุนที่ต่ำกว่าตลาด ขณะเดียวกัน ได้ปรับคาดการณ์กำไรสุทธิ บจ.ขึ้นเล็กน้อย ในปี 2559 และ 2560 และยังคงประเมินว่า ในกรณีที่ดัชนีเข้าสู่ภาวะกระทิงในปี 2560 กำไรสุทธิบจ. จะปรับเพิ่มขึ้น 18% ทำให้ค่าพีอี อยู่ที่ระดับ 12.5 เท่าในปี 2560 ซึ่งต่ำกว่าค่าพีอีในปัจจุบัน

มอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า โรดแมพทางการเมืองมีความชัดเจน จึงยังมองไม่เห็นความเสี่ยงใดๆ เพิ่ม และยังคงมุมมองภาวะตลาดหมีที่น่าจะปรับขึ้น 30% แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 0.4% มาอยู่ที่ 2.3% จากระดับที่ต่ำในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลกดดันต่อตลาดทุน

สำหรับครึ่งปีหลัง มีทั้งข่าวเชิงบวกและลบ โดยข่าวเชิงบวก ประกอบด้วย โครงการลงทุนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ รายได้ภาคเกษตรเริ่มปรับตัวดีขึ้นจาก 4 เดือนที่แล้ว จากราคามันสำปะหลังที่ปรับเพิ่มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคายางพาราและข้าวยังไม่ปรับขึ้น

สำหรับข่าวเชิงลบ ภาคส่งออกและท่องเที่ยวอ่อนแอ อัตราการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวลดลง 10% ในเดือนก.ค. ขณะที่ภาคการส่งออกยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง ซึ่งทั้ง 2 ภาคอุตสาหกรรมนี้ คิดเป็น 65% ของจีดีพีประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่ส่งผลทั้งเชิงบวกและเชิงลบ คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะกลับมาอีกระลอก โดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้กล่าวว่า มีโอกาสที่จะผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก เพื่อให้การเติบโตของจีดีพีสูงกว่า 3% ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาคการบริโภคระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเริมตึงตัวแล้ว