วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ทีทีซีแอล”ดันบ.ลูกเข้าตลาดสิงคโปร์หวังสิทธิภาษี

‘ทีทีซีแอล’ เตรียมดันบริษัทลูกจดทะเบียนตลาดสิงคโปร์ปลายปี 2560 หลังได้สิทธิภาษีสูงกว่า และเชื่อมีสภาพคล่องมากกว่าเทรดในไทย

นายกอบชัย ธนสุกาญจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินการบัญชีและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) TTCL เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงินในประเทศสิงคโปร์ เพื่อจะนำบริษัทลูก คือ โตโย ไทย พาวเวอร์ โฮลดิ้งส์ (TTPHD) ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงในบริษัทอื่น ปัจจุบันถือหุ้นในธุรกิจโรงไฟฟ้า 3 บริษัท เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560

“ก่อนหน้านี้บริษัทเคยคิดจะนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย แต่หลังจากที่พิจารณาโดยรวมแล้ว เชื่อว่าการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์น่าจะส่งผลบวกต่อบริษัทมากกว่า โดยปัจจัยสำคัญคือเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างเรื่องของสนธิสัญญาทวิภาคี ทำให้บริษัทไม่ต้องเสียภาษีหากโอนเงินปันผลกลับจากการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ แต่หากจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจะต้องภาษีส่วนนี้ราว 10%”

นอกจากนี้ เงินระดมทุนที่บริษัทต้องการนั้นค่อนข้างสูง ตลาดหุ้นสิงคโปร์น่าจะช่วยให้บริษัทระดมทุนได้ง่ายกว่า เนื่องจากตลาดสิงคโปร์มีนักลงทุนสถาบันจำนวนมากกว่า ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน เพราะหากบริษัทต้องลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ แต่การจดทะเบียนในไทยนั้น เงินทุนจะอยู่ในสกุลบาท 

ปัจจุบัน บริษัทถือหุ้นใน โตโย ไทย พาวเวอร์ โฮลดิ้งส์ 70% อีก 18% ถือหุ้นโดยพนังงานและผู้บริหาร และอีก 12% ถือหุ้นโดยผู้ร่วมทุนอื่นๆ อย่างไรก็ตามบริษัทจะมีการจัดโครงสร้างการถือหุ้นอีกครั้งหนึ่งก่อนนำบริษัทเข้าจดทะเบียน เบื้องต้นคาดว่าจะถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 30%

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าปัจจุบัน จ่ายไฟฟ้าแล้ว 129 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 120 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 9 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสร้างรายได้ราว 700 – 800 ล้านบาท ในปีนี้ ส่วนโครงการในอนาคต แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 35 เมกะวัตต์ ในญี่ปุ่น ได้ใบอนุญาตแล้ว 25 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างขอใบอนุญาต 10 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการใหญ่คือโรงไฟฟ้าถ่านหินในพม่า กำลังการผลิต 1,280 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสรุปเรื่องใบอนุญาต สัญญาซื้อขายไฟฟ้า และเอกสารอื่นๆ เรียบร้อยภายในสิ้นปีนี้

“การระดมทุนผ่านไอพีโอของบริษัทย่อย เบื้องต้นอาจจะยังไม่รวมโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้าไปด้วย เนื่องจากเอกสารยังไม่ชัดเจน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น บริษัทอาจต้องระดมทุนอีกครั้งหนึ่งหลังจากเข้าจดทะเบียนแล้ว”

สำหรับแผนการลงทุนในเบื้องต้นนั้น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะใช้เงินลงทุนราว 3,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทลูกถือหุ้น 90% ขณะที่โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น 2 โครงการ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวม 116 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทลูกถือหุ้น 100% 

สำหรับแนวโน้มรายได้ปีนี้คาดว่าจะเติบโตราว 15% จากปีก่อนที่ทำได้ 22,019.77 ล้านบาท โดย 90% ยังมาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันมีงานรอรับรู้รายได้ 25,000 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้ 45% ในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้บริษัทยังมีงานที่อยู่ระหว่างการประมูลอีก 1.17 แสนล้านบาท แบ่งเป็นงานในประเทศ 6 โครงการ มูลค่า 52,500 ล้านบาท และงานต่างประเทศ 11 โครงการ มูลค่า 65,275 ล้านบาท คาดว่าจะทราบผลในปีนี้ราว 30,000 ล้านบาท