ราคาปลาทูน่าทรงตัว ในขณะที่ราคาปลาแซลมอนลดลง
ประเด็นใหม่
ราคาปลาทูน่าสคิปแจ็คน่านน้ำแปซิฟิคตะวันตกเฉลี่ยในเดือนส.ค.2559 อยู่ที่ 1,450 เหรียญต่อตัน ลดลง 3% YoY แต่เพิ่มขึ้น 4% MoM ราคาปลาทูน่าเฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (ม.ค.-ส.ค. 2559) อยู่ที่ 1,391 เหรียญต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 17% YoY ราคาปลาทูน่าปรับตัวเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 1,600 เหรียญต่อตันในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. (จาก 1,170 เหรียญต่อตันในเดือนก.พ.) หลังจากนั้นลดลงมาอยู่ที่ 1,500 เหรียญต่อตันในเดือนพ.ค. และทรงตัวในช่วง 1,400-1,450 เหรียญต่อตันในช่วงเดือนมิ.ย-ส.ค. ราคากุ้งในประเทศ (ขนาด 60 ตัวต่อกก.) เด้งกลับจาก 150-160 บาท/กก. ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ไปอยู่ที่ 180-190 บาท/กก.ในช่วงเดือนมิ.ย-ก.ค. และปรับตัวลดลงมาอยู่ 170-185 บาท/กก.ในเดือนส.ค. ราคากุ้งในประเทศ ณ วันที่ 5 ก.ย. อยู่ที่ 175 บาท/กก. ราคากุ้งเฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 179 บาท/กก. ราคาเฉลี่ยในเดือนส.ค.อยู่ที่ 180 บาท/กก. ลดลง 3% MoM
ราคาปลาทูน่าทรงตัวในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.เป็นปัจจัยบวกต่อ มาร์จิ้นธุรกิจทูน่าช่วงไตรมาส 4/59-1/60
ราคาปลาทูน่าที่ลดลงมาอยู่ในภาวะปกติที่ 1,400 เหรียญต่อตันในช่วงเดือนมิ.ย-ส.ค. ถือว่าเป็นไปตามที่เราคาด หลังจากที่ราคาปลาทูน่าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหันในช่วงเดือนมี.ค-เม.ย. เนื่องจากอุปทานปลาที่ลดลงจากข้อพิพาทเรื่องสิทธิในการจับปลาในมหาสมุทรระหว่างประเทศสหรัฐฯ กับกลุ่มประเทศประมงในแปซิฟิค (PNA) และเมื่อปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไข ราคาปลาทูน่าก็ปรับตัวลดลงกลับสู่ภาวะปกติ ราคาปลาทูน่าที่เริ่มทรงตัวมากขึ้นในเดือนมิ.ย-ส.ค. จะส่งบวกต่อมาร์จิ้นของธุรกิจทูน่าในช่วงไตรมาส 4/59-1/60
และเนื่องจากราคาปลาทูน่าที่ลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนพ.ค.-มิ.ย. และต้นทุนปลาทูน่าที่ยังคงอยู่ในระดับสูงในช่วงเดือนมี.ค-เม.ย. เราจึงคาดว่าน่าจะเห็นผลกระทบทางลบต่อมาร์จิ้นของธุรกิจทูน่าแบรนด์ในไตรมาส 3/59 แต่เนื่องจากไตรมาสสามปกติแล้วจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของยอดขายทูน่าในทวีปยุโรป เราจึงเชิ้อว่าปริมาณยอดขายที่เพิ่มขึ้นใน ไตรมาส 3/59 น่าจะกลบผลกระทบบางส่วนของสต็อกราคาปลาทูน่าที่แพงก่อนหน้าซึ่งบันทึกเข้ามาเป็นต้นทุนขาย เราคาดอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (รวมธุรกิจทูน่า ซาร์ดีน แมคเคอเรลและแซลมอนแปรรูป) ที่ 20% ในไตรมาส 3/59 ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาส 2/59 ซึ่งอยู่ที่ 19.9% แต่ต่ำกว่า 21% ในไตรมาส 3/58
ราคากุ้งที่ลดลงช่วงเดือนส.ค-ก.ย. ส่งผลบวกต่อมาร์จิ้นธุรกิจกุ้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2559
ราคากุ้งในประเทศถือได้ว่ายังคงลดลงไม่มากนักทั้งๆ ที่ผลผลิตกุ้งของทั้งอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการส่งออก ซึ่งจะชดเชยกับอุปทานกุ้งในตลาดโลกที่หายไปส่วนหนึ่ง (เนื่องจากการระบาดของโรคในกุ้งในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย จีน และเอกวาดอร์) ดังนั้นเราจึงคาดว่าจะเห็นราคากุ้งในประเทศลดลงเพียงแค่เล็กน้อยจนถึงปลายปี 2559 และคาดว่ามาร์จิ้นของธุรกิจกุ้งจะกลับมาเพิ่มขึ้นแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 เราคาดอัตรากำไรขั้นต้นที่ 10.5-11% สำหรับธุรกิจกุ้งแช่แข็งในไตรมาส 3/59 ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาส 3/58 แต่สูงกว่า 9.5% ในไตรมาสที่ 2/59
ราคาปลาแซลมอนที่ลดลงในเดือนก.ค.-ส.ค. ส่งผลบวกต่อมาริ์จิ้นธุรกิจแซลมอนในไตรมาส 4/59
ราคาปลาแซลมอนเพิ่มขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 76 โครนต่อกก. ในช่วงกลางเดือนก.ค.2559 (หรือราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 71 โครนต่อกก. สำหรับในเดือนก.ค.) และปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 57-59 โครนต่อกก. ในเดือนส.ค.ถึงช่วงต้นเดือนก.ย. (หรือลดลง 22% เทียบกับราคาที่ขึ้นไปสูงสุด) เนื่องจากอุปทานปลาแซลมอนในตลาดที่เพิ่มขึ้น เราคิดว่าราคาปลาแซลมอนที่ปรับตัวลดลงจะส่งผลบวกต่อมาร์จิ้นของธุรกิจแซลมอนตั้งแต่ไตรมาส 4/59 เป็นต้นไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต้นทุนปลาแซลมอนที่สูงก่อนที่จะปรับตัวลดลงจะยังคงฉุดมาร์จิ้นของธุรกิจแซลมอนในไตรมาส 3/59 ถึงแม้ว่าจะมีการปรับราคาขายกับลูกค้าได้บ้างหรือบางส่วนก็ตามในไตรมาส 3/59 เราคาดอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจแซลมอนที่ 5-6% ในไตรมาส 3/59 ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาส 2/59 แต่ต่ำกว่าอย่างมากถ้าเทียบกับ 16.1% ในไตรมาส 3/58 โดยภาพรวมเราคาดกำไรหลักไตรมาส 3/59 ที่ 1.55 พันล้านบาท ลดลง 13% YoY (โดยถูกฉุดด้วยอัตรากำไรของธุรกิจแซลมอนที่ลดลง) แต่เพิ่มขึ้น 10% QoQ (เนื่องจากอัตรากำไรของธุรกิจกุ้งที่ปรับตัวดีขึ้นและปัจจัยบวกจากช่วงไฮซีซั่น)
ถึงแม้ว่ากำไรหลักในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 จะมีแนวโน้มลดลง YoYจากผลการดำเนินงานของธุรกิจแซลมอนที่ลดลง (ซึ่งเราคิดว่าเป็นเพียงแค่ผลกระทบทางลบระยะสั้นเท่านั้น) แต่เราคาดว่าผลจากการที่ราคาปลาแซลมอนและราคาปลาทูน่าที่ลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 จะเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนให้มาร์จิ้นของทั้งสองธุรกิจพลิกกลับมาดีขึ้นในปี 2560 เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” TU เนื่องจากอัตราการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในระยะยาว และมูลค่าเพิ่มที่จะมาจากดีลควบรวมกิจการใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต









