วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ไอทีดี’เปิดผลวิจัยนโยบายลงทุน สมาชิกอาเซียน

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา เปิดผลวิจัยการประเมินนโยบายการลงทุนประเทศสมาชิกอาเซียน

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์กรมหาชน) หรือ “ไอทีดี”รายงานการศึกษาวิจัยเรื่องการประเมินนโยบายการลงทุนของประเทศสมาชิกอาเซียน ตามกรอบนโยบายการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน (IPFSD) ของที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(อังค์ถัด) เป็นตัวชี้วัดในการประเมินนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนที่สนับสนุนของแต่ละประเทศในอาเซียน โดยมีข้อเสนอดังนี้

นายกมลินทร์ พินิจภูวดล ผู้อำนวยการไอทีดี ระบุว่าประเทศในอาเซียน โดยแต่ละประเทศในอาเซียน รวมทั้งประเทศไทยที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ (UN) มีเป้าหมายร่วมกันตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals :SDGs)ที่ประเทศสมาชิกตั้งเป้าหมายว่าจะส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้ได้ตามเป้าหมายภายในปี 2030

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายประเทศในอาเซียนพยายามปรับปรุงนโยบายการส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งในส่วนของประเทศไทยที่รัฐบาลกำลังมีนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญๆหลายนโยบาย เช่น การส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย และอุตสาหกรรม 4.0 ควรเพิ่มบทบาทในเชิงสถาบันในการส่งเสริมนโยบายการลงทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญ เรื่องการกระจายรายได้ การมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวมทั้งหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทย ต้องมีการปรับนโยบายและบทบาทมาเน้นการสนับสนุนในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง และต้องกำหนดมาตรการสนับสนุนที่มากกว่ามาตรการทางภาษีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

“นโยบายการลงทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม การลงทุนสีเขียว และสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งควรเป็นทิศทางของนโยบายการลงทุนในอนาคตสำหรับอาเซียน"

นายกมลินทร์ เสนอว่าการนำนโยบายดังกล่าวมาดำเนินการสำหรับสมาชิกอาเซียนทั้งหมดต้องคำนึงถึงความแตกต่างของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งระดับการพัฒนาและโครงสร้างเศรษฐกิจ และการรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาที่ยั่งยืนกับการดึงดูดการลงทุน

ดังนั้น ประเทศไทยในฐานะผู้นำกลุ่มประเทศจี77 หรือประเทศกำลังพัฒนาควรใช้บทบาทนี้ส่งสนับสนุนประเด็นนี้ในอาเซียนร่วมกับกลุ่มประเทศในกลุ่มภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือจีเอ็มเอสที่สนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน

นายอนันตโชค โอแสงธรรมนนท์ หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่าผลงานวิจัยเรื่องการประเมินนโยบายการลงทุนของสมาชิกอาเซียนตามกรอบนโยบายการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะวิจัยได้นำกรอบการศึกษาเรื่องการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของอังค์ถัดมาประเมินเป็นคะแนนเฉลี่ยของนโยบายส่งเสริมการลงทุนประเทศต่างๆ พบว่าคะแนนเฉลี่ยของประเทศต่างๆในอาเซียนอยู่ที่ 2.56 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน โดยประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนสูงที่สุดอยู่ที่ 3.45 คะแนน ขณะที่เมียนมาได้รับคะแนนน้อยที่สุดคือ 1.66 คะแนน ส่วนประเทศไทยได้รับคะแนน 2.92 คะแนน

ทั้งนี้จากคะแนนที่ได้สามารถแบ่งกลุ่มประเทศอาเซียนตามคะแนนนโยบายการลงทุนที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มประเทศที่มีนโยบายการลงทุนที่ก้าวหน้าที่สุดและมีความพร้อมในการนำนโยบายการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติในทุกๆด้าน ประกอบไปด้วย ประเทศสิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย โดยสิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่มีความพร้อมและมีเศรษฐกิจที่หลากหลายโดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มีข้อที่ควรมีการปรับปรุงในการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐมากขึ้น ขณะที่ไทยและมาเลเซียต้องให้ความสำคัญกับการนำข้อบังคับในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น โดยกลุ่มที่ 1 ควรแสดงบทบาทในการเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้โดยร่วมกับกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ (ภูมิภาค GMS) ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประเทศสมาชิกอื่นๆในการปรับตัวและยกระดับนโยบายการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น

2.กลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนาของนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนเล็กน้อย ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่มีโครงสร้างประชากรวัยแรงงาน (25-30 ปี)จำนวนมาก จึงเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจ มีศักยภาพด้านกำลังซื้อมากและไม่มีปัญหาเรื่องจำนวนแรงงาน

แต่ข้อจำกัดคือโครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่มีความหลากหลาย ทำให้ประเทศเหล่านี้ยังมีการปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้ควรมีการพัฒนานโยบายส่งเสริมการลงทุนการลงทุนในหลายๆด้าน เช่น ด้านภาษีการถือครองที่ดิน การแข่งขัน ความรับผิดชอบของบริษัท และบรรษัทภิบาล และนโยบายด้านสาธารณูปโภค และการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เป็นต้น

3.กลุ่มประเทศที่อยู่ระหว่างการวางรากฐานการลงทุนด้านนโยบายการลงทุนใหม่ โดยอาศัยบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านและแนวโน้มการพัฒนานโยบายการลงทุนตามแนวโน้มโลก ได้แก่ ประเทศกัมพูชา บรูไน ส.ป.ป.ลาวและเมียนมา โดยประเทศต่างๆในกลุ่มนี้มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง (ยกเว้นบรูไนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ) แต่มีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่หลากหลาย มีการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติสูงมาก ดังนั้นประเทศในกลุ่มนี้ต้องพยายามกระจายการลงทุนไปในสาขาอื่นๆ เช่น กัมพูชา เมียนมา และ ส.ป.ป.ลาวควรเพิ่มการลงทุนในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ นวัตกรรม และโลจิสติกส์ และวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ควบคู่ไปกับการยกระดับนโยบายการปกป้องการลงทุน การพัฒนาสิทธิประโยชน์ การอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน โดยกลุ่มประเทศนี้เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องมีการปรับตัวมากที่สุดในอาเซียน

นายอนันตโชค กล่าวว่าในส่วนของข้อเสนอแนะของนโยบายในการสนับสนุนให้อาเซียนปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องคำนึงถึงการดำเนินนโยบายการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องคำนึงถึงพื้นฐานโครงสร้างทางเศรษฐกิจและความพร้อมของแต่ละประเทศ

“ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจริงได้ในการยกระดับการลงทุนจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อประเทศสมาชิกที่จะเข้าร่วมได้เห็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น และประเทศที่มีความพร้อมดำเนินการก่อน ขณะที่สมาชิกอาเซียนควรมีเวทีร่วมกันในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาที่ยั่งยืน”

นอกจากนั้นทุกประเทศสมาชิกต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและกฎหมายโดยเฉพาะการจัดทำโครงสร้างความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement :ACIA) โดยการใช้ความตกลงทางการค้าและการลงทุนกับประเทศพัฒนาแล้วเป็นแรงผลักดัน โดยเน้นที่การปรับปรุง ACIA ให้ครอบคลุมการปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียม การเวนคืนที่ดิน ความโปร่งใส การกระจายรายได้และประโยชน์ให้กับชุมชน รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆโดยเฉพาะภาคประชาชนมีส่วนร่วม

ผู้นำประเทศต่างๆควรมอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาวุโสนำเสนอประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเวทีที่ประชุมของเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน (ASEAN Senior Officer Meeting) และเริ่มกระบวนการเจรจากับประเทศสมาชิกอื่นๆและให้มีความชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย