"สมคิด" บุกตลาดหลักทรัพย์มอบนโยบายทำแผนงานเชิงรุก แนะตั้งตลาดใหม่รองรับธุรกิจสตาร์ทอัพ พร้อมผลักดันตลาดหุ้นเป็นศูนย์กลางซีแอลเอ็มวี
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้เดินทางมาให้นโยบายกับตลาดหลักทรัพย์วานนี้ (1 ก.ย.59) โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งตลาดหลักทรัพย์ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)รวมถึงหน่วยงานอื่นๆในตลาดทุนเข้ามาร่วมประชุมด้วย
นายสมคิด กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีเงินกองทุนพัฒนาตลาดที่มีอยู่มาก สามารถนำมาสร้างประโยชน์ได้ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มกิจการ หรือธุรกิจสตาร์ทอัพ เพราะธุรกิจเหล่านี้ไม่สามารถจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้ เนื่องจากมีขนาดไม่ใหญ่เพียงพอ
แนะตั้งตลาดใหม่รองรับสตาร์ทอัพ
ดังนั้น จึงหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ว่า จะมีส่วนในการสร้างธุรกิจใหม่ๆอย่างไรได้บ้างจะเอาเข้ามาอยู่ในส่วนไหนของตลาด หรือควรจะมีการสร้างตลาดใหม่ขึ้นมา ที่จะรองรับสตาร์ทอัพจึงขอให้ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานก.ล.ต.ไปร่วมกันวางแผนงาน รวมทั้งเห็นว่าเงินกองทุนที่ตลาดหลักทรัพย์มีอยู่จำนวนมาก ก็สามารถนำไปช่วยสร้างประโยชน์กับสตาร์ทอัพได้
“ตลาดมีส่วนช่วยเหลือธุรกิจฟินเทค สตาร์ทอัพให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรเพื่อสนับสนุนการเติบโต อาจนำเงินกองทุนพัฒนาหลักทรัพย์ที่มีอยู่พอสมควรมาหาช่องทางเพื่อสนับสนุน สร้างช่องทางคราวด์ฟันดิงหรือธุรกิจเงินร่วมลงทุนจะส่งเสริมให้เกิดขึ้น ต้องเชื่อมโยงให้สตาร์ทอัพสามารถระดมทุนได้ และหาช่องทางให้สามารถออกจากธุรกิจได้ อาจจะตั้งตลาดใหม่ขึ้นมาให้สามารถระดมทุนได้ หรือมีช่องทางพิเศษเพื่อให้บริษัทสามารถเข้าระดมทุนได้ ”
เร่งตลาดมีแผนเชิงรุกรับไทยแลนด์ 4.0
นายสมคิด กล่าวว่า ในที่ประชุมยังได้มีการหารือกันถึงประเด็นกรณีที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่“ไทยแลนด์ 4.0” โดยขณะนี้ไทยกำลังโปรโมทอุตสาหกรรมใหม่ จึงต้องการให้ตลาดหลักทรัพย์มีแผนงานเชิงรุก สำหรับไปจูงใจผู้ผลิตเหล่านี้ ให้เข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้องค์ประกอบบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ สะท้อนทิศทางอนาคตประเทศได้
นอกจากนี้ ประเทศไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัว ซึ่งปลายปีต่อเนื่องถึงปีหน้าจะมีโครงการต่างๆ เริ่มดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์ต้องเตรียมแผนไปแนะนำข้อมูล หรือการเดินทางไปโรดโชว์ แก่นักลงทุนต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติ เห็นถึงศักยภาพประเทศไทย
จี้ตลาดโรดโชว์ไทยแลนด์ฟิวเจอร์สฟันด์
“ได้ให้นโยบายกับตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกับเพื่อใช้โอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และการจัดตั้งกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์สฟันด์1 แสนล้านบาท ไปโรดโชว์กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสร้างความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะตอนนี้ไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีการลงทุนอีกมากจึงถือเป็นจังหวะสำคัญในการให้ข้อมูลรอบใหม่”
รวมทั้งในอนาคตจะไทยจะมีโครงการลงทุนอีกมาก จึงได้หารือกับตลาดหลักทรัพย์ว่า จะทำอย่างไรให้มีช่องทางให้มีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น แม้คลังอยู่ระหว่างการออกแบบไทยแลนด์ฟิวเจอร์สฟันด์ ขนาดกองทุนกว่าแสนล้านบาท หรือในตลาดหลักทรัพย์จะมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้วหลายกองทุน แต่มองว่าไม่น่าจะเพียงพอ ซึ่งอาจจะต้องหามาตรการที่จะทำอย่างไรให้มีกองทุนของภาคเอกชนเข้ามามากขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ และ ก.ล.ต. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องใช้พลังร่วมมือกับรัฐบาล ในการเดินหน้าโครงการประชารัฐให้ได้อย่างเต็มที่ เพราะตลาดหลักทรัพย์มีศักยภาพและมีความพร้อม ที่จะช่วยพัฒนาประเทศ
กระตุ้นตลาดเพิ่มนักวิเคราะห์รองรับ
นอกจากการเติบโตจากภายในประเทศที่มีความโดดเด่นแล้ว มองไปข้างหน้า กลุ่มลุ่มน้ำโขงหรือ ซีแอลเอ็มวี ก็มีการเติบโตสูง ไทยเป็นศูนย์กลางของซีแอลเอ็มวีและเออีซี เป็นแนวหน้าของตลาดทุนในภูมิภาคนี้ ดังนั้นต้องหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางของซีแอลเอ็มวี ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ต้องช่วยกัน
ขณะที่ลงทุนในตลาดหุ้นนั้น ข้อมูลต่างๆมีความสำคัญมาก จึงอยากให้ตลาดหลักทรัพย์ช่วยเหลือในการสร้างนักวิเคราะห์ ซึ่งเป็นอาชีพที่สำคัญมากสำหรับวงการตลาดทุน แต่ในไทยอาจไม่ให้ความสำคัญ ชอบซื้อขายหุ้นตามข่าวลือ หุ้นตัวนี้หรือจะลง ตลาดหุ้นไทยจะมีคุณภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของนักวิเคราะห์ ซึ่ง ก.ล.ต.ก็ได้มีกฎเกณฑ์ว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่มีมาตรฐานจะต้องมีนักวิเคราะห์ที่มีคุณภาพอย่างไร ต้องส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในหลักสูตรการเรียนของมหาวิทยาลัย สร้างนักวิเคราะห์ที่มีคุณภาพสู่ตลาดทุน
ตลาดขานรับบรรจุในแผนปี 60
ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า นโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีมีหลายอย่างที่ตลาดหลักทรัพย์ดำเนินการอยู่ แต่ก็ต้องทำให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งในการเตรียมข้อมูลออกไปพบนักลงทุนนั้นเป็นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตเราต้องดูว่า โครงการไทยแลนด์ฟิวเจอร์สฟันด์จะสามารถระดมทุนได้เมื่อใด เพื่อนำโครงการดังกล่าวมารวมกับแผนการโรดโชว์ โดยแผนโรดโชว์น่าจะกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูงสามารถลงทุนในกองทุนได้
ส่วนเรื่องของสตาร์ทอัพนั้น การทำงานเกี่ยวกับสตาร์อัพมีหลายหน่วยงานดำเนินการอยู่ ตลาดหลักทรัพย์ให้ความช่วยเหลือด้านความรู้กับผู้ประกอบการ และมีกองทุนช่วยเหลือสตาร์ทอัพ หรือเวนเจอร์แคป ซึ่งรองนายกฯ ได้ให้นโยบายทุกภาคส่วนของตลาดทุนได้ทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“แนวคิดการสนับสนุนสตาร์ทอัพ เรามีแผนทำงานอยู่แล้ว ในอนาคตหากจะมีการระดมทุนเพิ่มเติมและให้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอได้หรือไม่นั้น อาจจะไม่สามารถทำได้เพราะเอ็มเอไอเป็นตลาดค่อนข้างใหญ่ และเหมาะกับเอสเอ็มอี ส่วนคำถามที่ว่า จะให้มีการตั้งตลาดเพื่อธุรกิจสตาร์ทอัพหรือไม่นั้น เป็นเรื่องหนึ่งที่เราดูอยู่ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งอาจจะไม่ได้เรียกว่าการจัดตั้งตลาดก็ได้ อาจเป็นแหล่งหนึ่งเพื่อระดมทุนอย่างในเว็บไซต์ ต้องรอดูในรายละเอียดและความเหมาะสมอีกครั้ง เราอยู่ระหว่างทำแผนงานในปี 2560 อยู่เป็นโอกาสที่นำนโยบายที่รองนายกให้มาไปรวมในแผนการทำงานด้วย”








