วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯสั่งเร่งเดินหน้า 'เขตเศรษฐกิจพิเศษ'

"นายกรัฐมนตรี" สั่งเร่งเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก เตรียมพร้อมโรดโชว์ต่างประเทศ พร้อมปรับแนวเส้นทางไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-ระยอง

กระทรวงคมนาคมเสนอขยายอายุสัมปทานรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง จาก 30 ปี เป็น 50 ปี เพื่อจูงใจภาคเอกชนลงทุนและต้องการเร่งให้เกิดการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

รัฐบาลให้ความสำคัญกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เนื่องจากมองว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งจะเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่และการท่องเที่ยว

วานนี้(31 ส.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และการจัดการอสังหาริมทรัพย์พื้นที่รอบสถานีรถไฟความเร็วสูง โดยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมว่านายกรัฐมนตรีพอใจในความคืบหน้าและเสนอแนะหลายด้าน รวมทั้งให้ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนและเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นรูปธรรมและนำไปสู่การปฏิบัติ

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่และบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 เพื่อให้โครงการนี้มีการดำเนินการต่อเนื่องและสอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ

นายสมคิด กล่าวว่าที่ประชุมสั่งการให้กระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดการประเมินมูลค่าโครงการ และศึกษารูปแบบการระดมทุนที่เหมาะสมของแต่ละโครงการ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงใน 4 เส้นทาง ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเส้นทาง กทม.- ระยอง,กทม.-โคราช,กทม.-หัวหิน และ กทม.-พิษณุโลก ว่าจะสามารถจัดทำแผนการบริหารสถานีและพื้นที่รอบเขตทางรถไฟโดยให้มีความชัดเจนในเรื่องของจำนวนสถานี และที่ตั้งสถานีเนื่องจากรายละเอียดต่างๆจะมีความจำเป็น

สำหรับการจัดทำรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) ที่เอกชนจะนำรายละเอียดต่างๆไปศึกษาก่อนที่โครงการจะมีการเปิดประมูล ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ไปจัดทำรายละเอียดให้มากขึ้นกว่าเดิมและนำเอาข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี เช่น การพัฒนาและใช้ประโยชน์สถานีรถไฟในแนวสูงเพิ่มขึ้นและนำกลับมาเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้ง

“นายกรัฐมนตรีมีความพอใจในภาพรวม และได้สั่งให้ทำแผนแม่บทให้มีความชัดเจนในรายละเอียดต่างๆ และข้อมูลที่ได้นอกจากจะให้มีการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 12 จะให้มีการจัดทำรายละเอียดให้ครอบคลุมเรื่องผลประโยชน์ที่ประเทศ ชุมชนจะได้รับคืออะไร ประเด็นในเรื่องสิ่งแวดล้อมมีการดูแลอย่างไร โดยข้อมูลเหล่านี้จะให้หน่วยงานราชการต่างๆ เช่น สำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) และกระทรวงคมนาคม ไปใช้โรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพรวมของสิ่งที่เรากำลังจะทำในอีก 10 ปีข้างหน้า”นายสมคิดกล่าว

สั่งสนข.ศึกษาปรับเส้นทางใหม่

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสนข.กล่าวว่าที่ประชุมได้มีการหารือกันถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง กทม.-ระยอง วงเงินลงทุนประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เนื่องจากการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางนี้จะช่วยดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้มากขึ้น และสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆให้เกิดขึ้น

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในเบื้องต้น สนข.จะมีการศึกษาการเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงเส้นทางนี้กับสนามบินพาณิชย์ทั้ง 3 แห่งได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงกับสนามบินทั้งสามแห่งจะสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งการลงทุนและการท่องเที่ยวมากขึ้น

“ตอนนี้ทางที่ประชุมเสนอให้ศึกษาแนวเส้นทางเพิ่มเติม โดยมอบโจทย์ให้ไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-ระยอง เป็นโครงการอำนวยความสะดวกเชื่อมต่อท่าอากาศยาน 3 แห่ง จากเดิมที่จุดเริ่มต้นของโครงการฝั่งกรุงเทพฯ อยู่ที่ลาดกระบัง และสถานีทางฝั่งระยองไม่ได้ตัดผ่านเข้าไปยังท่าอากาศยานอู่ตะเภา ทางที่ประชุมจึงมอบให้ สนข.ศึกษาความเหมาะสมเพิ่มเติมถึงความคุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากในแนวเส้นทางที่อยากให้ขยายออกไปก็จะมีโครงการรถไฟสายสีแดงให้บริการอยู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องศึกษาดูว่าเมื่อลงทุนให้ไฮสปีดเทรนวิ่งบริการในแนวเส้นทางเดียวกันจะคุ้มค่าหรือไม่ และจะต้องทำอย่างไรให้ไฮสปีดเทรนสายนี้เชื่อมต่อ 3 ท่าอากาศยาน”

เล็งขยายอายุสัมปทานจาก30เป็น50ปี

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ได้รายงานให้ที่ประชุมฯและนายกรัฐมนตรีทราบว่าจากการหารือกับภาคเอกชนเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กทม.-ระยอง มีข้อเสนอจากเอกชน 2 ข้อประเด็นแรกคือเอกชนเสนอให้มีการขยายระยะเวลาให้สัมปทานเดินรถไฟความเร็วสูงจากเดิมที่กำหนดไว้ 30 ปี เพิ่มเป็น 50 ปีเนื่องจากการลงทุนในรถไฟความเร็วสูงต้องใช้วงเงินลงทุนที่สูงมากหากขยายระยะเวลาในการให้สัมปทานเพิ่มเป็น 50 ปีหรือมากกว่าจะจูงใจให้เอกชนมีการลงทุนได้มากขึ้น

“ประเด็นการขยายระยะเวลาสัมปทานเพิ่มเติมจะต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) พิจารณาเนื่องจากเกี่ยวข้องกับกฎหมายพีพีพีซึ่งจะต้องพิจารณาในรายละเอียด”

เอกชนเสนอปรับเส้นทางเอื้อพัฒนาที่ดิน

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่าอีกประเด็นที่ภาคเอกชนได้เสนอให้มีการปรับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกทม.-ระยอง ให้เอื้อต่อการพัฒนาที่ดินรอบสถานีรถไฟ และการสร้างเมืองใหม่ซึ่งเส้นทางดังกล่าวมีการกำหนดจุดสถานีใหญ่ๆไว้ในบริเวณ ลาดกระบัง ฉะเชิงเทรา ศรีราชา ราชบุรี พัทยา และระยอง โดยกำหนดเส้นทางก่อสร้างไว้ในแนวเดียวกับเส้นทางรถไฟเดิมเพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้รวดเร็วและการเวนคืนที่ดินในการก่อสร้างไม่ต้องใช้งบประมาณมากนัก

อย่างไรก็ตามเอกชนได้เสนอว่าการกำหนดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงควรจะกำหนดตามแนวเส้นทางที่สามารถเอื้อต่อการพัฒนาในเชิงพาณิชย์โดยมีพื้นที่เพียงพอที่จะพัฒนาบริเวณรอบสถานีต่างๆไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รวมทั้งการสร้างเมืองใหม่เพื่อรองรับการเดินรถไฟความเร็วสูง

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าการปรับเส้นทางการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงใหม่ตามที่เอกชนเสนออาจทำให้ต้นทุนการลงทุนสูงขึ้น และระยะเวลาในการก่อสร้างนานขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563