วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แกว่งตัวออกด้านข้าง

ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้นขนาดเล็กที่มีประเด็นบวก

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ :  แกว่งตัวออกด้านข้าง

ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดจะแกว่งตัวออกด้านข้าง รอปัจจัยใหม่ๆสนุน โดยเฉพาะการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐสำหรับเดือน ส.ค. 2559 ในวันศุกร์นี้ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงระยะเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่ชัดเจนขึ้น ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ ส่วนใหญ่ปรับขึ้นเล็กน้อย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติวานนี้กลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,797 ล้านบาท

แนวรับ/แนวต้าน : 1535/1560 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ :  ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้นขนาดเล็กที่มีประเด็นบวก

หุ้นแนะนำ

THAI (31.75) : คาดผลประกอบการผ่านช่วงต่ำสุดไปแล้วจากเป็นช่วง low season ซึ่งหลังจากนี้เราคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึง 1Q60 จากช่วง high season นอกจากนี้บริษัทยังได้รับผลบวกจากการท่องเที่ยวที่ยังแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวชาวจีนและการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ต้นทุนลดลงจากการปฏิรูปองค์กรในปี 58 และการรับรู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่ต่ำเต็มที่เมื่อเทียบกับปี 58 ที่ทำประกันราคาน้ำมันในระดับสูงที่ 80-90 เหรียญ/บาเรลล์

PACE (4.82): ภาพรวมผลการดำเนินงานคาดว่าจะพลิกจากขาดทุนมาเป็นบวกในช่วง 1-2 ปีนี้ จากการรับรู้รายได้ของโครงการมหาครและมหาสมุทร เราจึงแนะนำให้ซื้อสะสมในช่วงราคาหุ้นอ่อนตัว นอกจากนี้ในระยะยาวคาดว่าจะเห็นการขยายตัวในธุรกิจร้านกาแฟ Dean & Deluca มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

ASEFA (8.50) : ได้รับผลบวกการเพิ่มขึ้นของอัตรากำลังการผลิตใหม่กว่า 50% และจากทิศทางของอุตสาหกรรมที่มีความต้องการไฟฟ้าโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีการประมูลใหม่ๆเข้ามา นอกจากนี้ในช่วง 2H59 ยังเป็นช่วง high season ของธุรกิจ ทั้งนี้ปัจจุบัน ASEFA ซื้อขายที่ PEปี59 เพียง 15 เท่า และคาดอัตราปันผลที่ประมาณ 3%

WHA (4.20) : ประโยชน์จากการซื้อ HEMRAJ เริ่มเห็นเด่นชัดมากขึ้น รวมทั้งภาระดอกเบี้ยที่ลดลงต่อเนือง ทำให้เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการเริ่มฟื้นในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ยังเตรียม Spin-off ธุรกิจสาธารณูปโภคเข้าตลาด รวมทั้งเตรียมการเข้าร่วมทุนกับพันธมิตร 2 ราย ในการดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเบื้องต้นคาดว่าบริษัทร่วมทุนจะบันทึกรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี และคาดจะกลับมาจ่ายปันผลได้อีกครั้งในปีนี้




ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ คลังเตรียมชง ครม.ยืดอายุภาษีแวต 7% ต่ออีก 1 ปี พร้อมบูมเอกชนเร่งลงทุนรับสารพัดมาตรการรัฐ บัญชีกลางรับปีงบ 59 ส่วนราชการ-รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าเป้าหมาย

+ แบงก์ชาติเตรียมรับมือเฟด ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเข้าโหมดปกติ ขณะตลาดเงินหลายประเทศตอบรับเตือนรับความผันผวน คลังยันให้อิสระ ธปท.ดูแลค่าเงินมั่นใจเศรษฐกิจไตรมาส 3 ดีขึ้น เตรียมออกมาตรการหนุนธุรกิจรายเล็กลงทุนวิจัย ลดหย่อน 3 เท่า “ชาติศิริ” เชื่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้นจากมาตรการภาครัฐ ดันสินเชื่อโต 3-5%

+ โฆษณาสื่อดิจิทัลยังแรง คาดปีนี้โกย “หมื่นล้าน” โต 22% สวนทางสื่อดั้งเดิมซึม “เฟซบุ๊ค-ยูทูบ” ครองเม็ดเงินสูงสุด กลุ่ม “ยานยนต์-สกินแคร์-สื่อสาร” แชมป์เทเม็ดเงินคาดปีหน้ายึดอันดับ 2 อุตสาหกรรมโฆษณา

+ "บอร์ดบีโอไอ" ไฟเขียวอนุมัติการลงทุน 34 โครงการ วงเงินกว่า 2.6 แสนล้านบาท รวม 7 เดือน กว่า 5.8 แสนล้าน พร้อมผลักดันไทยเป็น "เมดิคัลฮับ" ให้สิทธิประโยชน์เพิ่ม เร่งยื่นขอภายในปี 2560 ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 8 ปี

+ 9 ก.ย.ดีเดย์จ่ายสวัสดิการรัฐผ่านอีเพย์เมนท์เริ่มจาก “อุดหนุนเงินเลี้ยงดูบุตรแรกเกิด” ทั่วประเทศ 8.5 หมื่นราย ใช้งบ 34 ล้านพร้อมจ่าย “เบี้ยคนชรา” ธ.ค.นี้ ส่วนเบี้ย “คนพิการ-ผู้ป่วยโรคเอดส์” อยู่ระหว่างกำหนดช่วงเวลา

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ โดยหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์นำดัชนี S&P 500 บวกขึ้น หลังข้อมูลบ่งชี้ว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งแสดงถึงการขยายตัวเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 107.59 จุดหรือ 0.58% สู่ 18,502.99, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 11.34 จุดหรือ 0.52% สู่ 2,180.38 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 13.41 จุดหรือ 0.26% สู่ 5,232.33

+ ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ครึ่งในวันจันทร์ ขณะที่เยนอ่อนค่าลง หลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะยังคงเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มประกันและกลุ่มส่งออก ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดพุ่งขึ้น 376.78 จุดหรือ 2.30% ที่ 16,737.49 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค.

+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดิ่งลง 1.4 % ในวันจันทร์ หลังจากปิดตลาดในแดนบวกมานานติดต่อกัน 2 วัน โดยราคาน้ำมันได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องภาวะน้ำมันล้นตลาด, จากการแข็งค่าของดอลลาร์ และจากการคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มกบฏไนจีเรียจะยุติการโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมัน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ต.ค.ดิ่งลง 66 เซนต์ หรือ 1.4 % มาปิดตลาดที่ 46.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 46.62-47.28 ดอลลาร์