แพลทินัม เดินหน้าลงทุน‘หมื่นล้าน’ พัฒนาโครงการ-ผู้ค้า เพิ่มศักยภาพการแข่งขันตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 3 พันล้านในปี62
นายชาญชัย พันธุ์โสภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ เปิดเผยว่ายังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการต่างๆ ต่อเนื่องภายใต้แผนงาน 5 ปีที่วางไว้ ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2564 ด้วยงบประมาณการลงทุนมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ความคืบหน้าของโครงการเดอะมาร์เก็ต มูลค่า 5,800 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยเดือน ส.ค.นี้ จะประกวดราคาเพื่อคัดเลือกผู้รับเหมา คาดเริ่มงานก่อสร้างอาคารส่วนเหนือระดับพื้นดิน ม.ค.2560
ทั้งนี้ โครงการเดอะ มาร์เก็ต จะเปิดให้บริการช่วงไตรมาส4 ปี 2561 ซึ่งจะทำให้ขณะนั้นบริษัทมีพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้นอีก 150% หรือเป็น 7 หมื่นตร.ม. จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.7 หมื่นตร.ม. ยังไม่รวมพื้นที่เช่าสำนักงานในโครงการเดอะ มาร์เก็ต อีก 3 หมื่นตร.ม. ที่จะแล้วเสร็จภายในปี 2564 โดยจะเปิดการขายพื้นที่ได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้
ส่วนโครงการทางเดินลอยฟ้า แบงคอก สกายไลน์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างของกลุ่มแพลทินัมกับกลุ่มเกษร ปัจจุบันได้เปิดทดลองใช้แล้วในเฟสที่ 1 ภายใต้การลงทุนของบริษัทกว่า 262 ล้านบาท ซึ่งมีความยาว 300 เมตร กว้าง 5.8 เมตร พบว่ามีจำนวนผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 4.8 หมื่นคน คิดเป็นสัดส่วน 15% ที่เดินเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัม
ขณะที่งานก่อสร้างในเฟสที่ 2 จะเป็นการลงทุนร่วมกับกลุ่มเกษร หรือ 35.7 ล้านบาท มีความยาว 180 เมตร ความกว้าง 3 เมตร คาดว่าจะสามารถใช้บริการได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยจะเชื่อมต่อจากเฟสแรกผ่านโครงการเดอะ มาร์เก็ต บิ๊กซี เกษรพลาซ่า อาคารอัมรินทร์ พลาซ่า จนถึงทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าชิดลม
ปัจจุบันอัตราการเข้าใช้บริการภายในศูนย์ฯ อยู่ที่ 4 หมื่นคนสำหรับวันธรรมดา และ 5-6 หมื่นคนสำหรับวันค้าปลีก โดยกว่า 90% เป็นลูกค้าชาวไทย และอีก 10% เป็นลูกค้าชาวต่างชาติทั้งจากนักท่องเที่ยวและผู้ซื้อที่นำไปขายต่อโดยเฉพาะชาวเอเชีย อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย
ส่วนของโครงการโรงแรมที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 2 แห่ง ภายใต้ชื่อฮอลิเดย์อินท์ รีสอร์ท จำนวน 150 ห้อง และฮอลิเดย์อินท์ เอ็กซ์เพรส จำนวน 200 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการเดอะ วอร์ฟ สมุย ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ซึ่งหากโครงการทั้ง 2 แล้วเสร็จ จะทำให้มีจำนวนห้องพักเพิ่มอีก 350 ห้อง ซึ่งจะทำให้มี่จำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นเป็น 633 ห้อง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 283 ห้องพัก
ขณะที่อัตราการเข้าพักโรงแรมในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 85-86% ขณะที่ในช่วงเดือน ก.ค.อยู่ที่ 95% ซึ่งเป็นอัตราการเข้าพักจากโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ ขณะที่อัตราค่าใช้บริการอยู่ที่คืนละ 3,150 บาท
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับราคาค่าเช่าพื้นที่ภายในศูนย์ฯ สำหรับผู้ที่จะหมดสัญญาและต่อสัญญาใหม่ทั้งผู้เช่าแบบระยะสั้น กลาง และยาว ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ขึ้นอีกประมาณ 5% เทียบกับปีก่อนที่ปรับขึ้น 6% ขณะที่ผู้เช่าที่ไม่ต่อสัญญามีประมาณ 1-2 รายจากจำนวนผู้เช่าทั้งหมด 3,000 ราย เนื่องจากเป็นผู้ค้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ รวมถึงสินค้าไม่มีคุณภาพ
พร้อมกันนี้ยังได้จัดโครงการ “เดอะ แพลทินัม เสริมพลังเอสเอ็มอีเข้มแข็ง”ซึ่งได้คัดผู้ค้าที่เป็นผู้ประกอบการแฟชั่นที่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง จำนวน 10 ราย เข้าอบรมพัฒนาด้านศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางการขาย การจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจกับตลาดต่างประเทศเป้าหมายหลัก เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมีนยมา และเวียดนาม เพราะมองว่ากลุ่มประเทศนี้มีศัยภาพและชื่นชอบสินค้าไทย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกได้
ภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกปี บริษัทมีกำไรสุทธิ 344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45 ล้านบาท หรือเติบโต 15% มาจากการปรับเพิ่มค่าเช่าประจำปีในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2558 ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของรายได้จากพื้นที่เช่าและบริการจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนของร้านอาหารที่บริษัทดำเนินงานมาเป็นพื้นที่เช่า รวมทั้งการเพิ่มพื้นที่ให้เช่าจัดงานและการให้เช่าพื้นที่ป้ายโฆษณาภายในศูนย์ฯ โดยมีอัตราการเช่าพื้นที่ในศูนย์ฯ สูงถึง 99%
สำหรับรายได้จากการธุรกิจโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ อยู่ที่ 85 ล้านบาท เท่ากับช่วงเดียวกัน ขณะที่ในช่วงครึ่งปีแรกมีรายได้ 173 ล้านบาท มั่นใจว่ารายได้รวมปีนี้จะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก หรือไม่ต่ำกว่า 10% เทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 1,700 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายรายได้ 3,000 ล้านบาทภายในปี 2562 ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้หลักยังคงมาจากการให้เช่าพื้นที่ 65% โรงแรม 15-20% และที่เหลือเป็นรายได้จากศูนย์อาหาร
ส่วนของภาพรวมค้าปลีกและค้าส่งย่านประตูน้ำยังคงมีความคึกคัก แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ตาม แต่ไม่ได้กระทบต่อการจับจ่ายสินค้าทั้งจากลูกค้าชาวไทยและกลุ่มนักท่องเที่ยว ประกอบกับโครงการศูนย์การค้าใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในย่านประตูน้ำ ไม่ถือว่าเป็นคู่แข่งขันแต่จะทำให้ย่านประตูน้ำเป็นศูนย์กลางค้าปลีกและค้าส่งที่มีศักยภาพยิ่งขึ้น
“ศูนย์การค้าที่ดีจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการบริหารที่ดีและมีประสิทธิภาพ มีการไหลเวียนของการใช้บริการของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ อีกทั้งยังต้องเข้าใจพื้นที่ทำเลและสถานที่ตั้ง หากมีครบดังกล่าวก็จะสามารถประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ” นายชาญชัย กล่าว







