โรงพิมพ์ตะวันออก ไตรมาส 2 โชว์กำไร 180 ล้าน บอร์ดไฟเขียวปันผลระหว่างกาล 0.08 บาทต่อหุ้น พร้อมแจกวอร์แรนท์
นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) (EPCO) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาส 2 ปีนี้ มีกำไรสุทธิ 97.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.12 ล้านบาท หรือ 31 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.9 ล้านบาท หรือ 30.4 %
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับงวดผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก ของปี 2559 ในอัตรา 0.08 บาทต่อหุ้น พร้อมแจก Warrant (EPCO-W2) โดยเตรียมจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 20 ต.ค. 2559 เพื่อขออนุมัติออก Warrant และชี้แจงว่าที่จ่ายปันผลเงินสดน้อยกว่าปีที่แล้วเนื่องจากบริษัทลูก EP ไม่ได้จ่ายปันผลระหว่างการเพื่อเตรียมเงินไว้จ่ายค่าซื้อโรงไฟฟ้า Co-gen
สำหรับแผนการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทพร้อมเดินหน้าผลักดัน บมจ.อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป (EP) ซึ่งเดิมคือ บริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปีนี้ตามแผน และตั้งเป้ากำไรเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันบริษัทฯ EP มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ COD แล้วรวม 11 โครงการ มีกำลังการผลิตในประเทศ 16.5 เมกะวัตต์ และที่ญี่ปุ่นกำลังก่อสร้าง 12 เมกะวัตต์ คาด COD ได้ในเดือนต.ค. และยังกำลังพัฒนาในญี่ปุ่นอีก 25-30 เมกะวัตต์
ล่าสุด ที่ประชุมบอร์ด ครั้งที่ 4/2559 เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติให้นำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาการเข้าทำรายการเข้าซื้อหุ้นสามัญทั้งทางตรงและทางอ้อม ในสัดส่วน 49.50% ของ บริษัท พีพีทีซี จำกัด (PPTC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก ระบบ Cogeneration กำลังการผลิตสูงสุดรวมประมาณ 120 MW และไอน้ำกำลังการผลิตสูงสุดรวม 30 ตันต่อชั่วโมง ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบัน PPTC ก่อสร้างโรงไฟฟ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้เริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ให้กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติให้ทำรายการเข้าซื้อหุ้นสามัญทางอ้อม 30% ของ บริษัท เอสเอสยูที จำกัด (SSUT) ซึ่งเป็นผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก ระบบ Cogeneration กำลังการผลิตสูงสุดรวม 240 MW และไอน้ำกำลังการผลิตสูงสุด 60 ตันต่อชั่วโมง ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ คาดก่อสร้างเสร็จ และเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ให้กับกฟผ. ได้ไตรมาส 4 ปีนี้
สำหรับมูลค่าการลงทุนทั้ง 2 โครงการอยู่ที่ 2,649.68 ล้านบาท ลงทุนผ่าน EP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ EPCO โดยเงินที่ใช้สำหรับการลงทุนครั้งนี้ จะมาจากเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนของ EP 750.00 ล้านบาท รวมถึงการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทฯ และหรือ EP โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และหรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่วงเงิน 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้บริษัท เตรียมจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาการเข้าซื้อสินทรัพย์ในวันที่ 19 ก.ย. 2559 นี้
"มั่นใจว่าการเข้าซื้อหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าว ช่วยส่งเสริมและสร้างความเติบโตของรายได้ที่มั่นคงให้แก่บริษัทในอนาคต ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกำไรและกระแสเงินสดกลับมายังบริษัทในเวลาอันรวดเร็ว สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯในระยะยาว และจากการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติ กำลังการผลิต 360 MW ในครั้งนี้ ส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 425 MW ก่อนที่จะนำบริษัท EP เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในปี 2560 นี้ และวางเป้าปี 2561 จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 600 MW"









