ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหล่งชาติ (สศช.)ระบุขยายตัว 3.5% จากรายได้เกษตรกร
ขยายตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาสรวมถึงภาคการบริโภคฟื้นตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านธุรกิจเช่าซื้อที่ยังเติบโตได้ในดีจากการประกาศผลประกอบการของกลุ่มลิสซิ่งในช่วงที่ผ่านมา
โดยบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน)รายงานว่างวดครึ่งปีแรก บริษัทมีกำไรสุทธิ 853,958 เพิ่มขึ้น 50% ส่วนบริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) รายงานว่าในไตรมาส 2 บริษัทมีกำไรสุทธิ 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 117 ล้านบาท หรือ 63% ด้านบริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) รายงานว่าในไตรมาส 2 บริษัทมีกำไรสุทธิ 255.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 97.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนทำให้กำไรสุทธิครึ่งปีแรกจะอยู่ที่478ล้านบาท
ขณะที่บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า งวดครึ่งปีแรกบริษัทมีกำไรสุทธิ 215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่พอร์ตลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ ลูกหนี้เงินให้กู้ยืม และลูกหนี้สินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพมีรวมแล้ว 7,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่มี7,076 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.47%
นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่งระบุว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากยอดสินเชื่อที่ปล่อยไป 8,750 ล้านบาท เติบโตกว่า 86%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามการเร่งขยายสินเชื่อในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ทำให้พอร์ตสินเชื่อครึ่งแรกของปีอยู่ที่ 17,246 ล้านบาท เติบโตกว่า 84%
แนวโน้มครึ่งปีหลังเชื่อว่ายังมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะไตรมาส 3ที่เป็นช่วงไฮซีซั่น เนื่องจากฐานลูกค้าของบริษัทที่เป็นกลุ่มเกษตรกร เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนจะต้องการวงเงินไปใช้ในการซื้อวัตถุดิบและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆเพื่อในการทำการเกษตร ดังนั้นจะเห็นสินเชื่อก้าวกระโดมากขึ้น และเชื่อว่าจะสามารถทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างในปีนี้ทะลุเป้าหมายที่ 2 หมื่นล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อรถจักรยายนต์ประมาณ50% ส่วนเอ็นพีแอลทั้งปีคาดว่าจะทรงตัว ที่ระดับ 0.94%
ด้านบริษัท กรุ๊ปลีส ที่ปรับแผนธุรกิจไปเติบโตในต่างประเทศมากขึ้นช่วยให้ชดเชยตลาดรถมอเตอร์ไซค์ในประเทศที่ชะลอตัวลงได้ โดยนายทัตซึยะโคโนชิตะประธานคณะกรรมการบริหารกล่าวว่าธุรกิจเช่าซื้อในประเทศยังลดลง หลังจากปี2556 ที่บริษัทมุ่งเน้นคุณภาพสินเชื่อและรักษาขนาดของพอร์ตสินเชื่อในประเทศไทยที่ตลาดรถจักรยานยนต์มีแนวโน้มคงที่และขยายสินเชื่อของกลุ่มบริษัทฯไปยังตลาดในประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพใน ภูมิภาคเอเชียและอาจรวมถึงการขยายไปยังธุรกิจใหม่ซึ่งมีโอกาสเติบโตที่สูงกว่าและอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ต่ำกว่า
ทั้งนี้กำไรที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสสองถือว่าสูงสุดตั้งแต่ตั้งบริษัทมาจากธุรกิจในประเทศไทยประมาณ105ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ17%ส่วนกำไรที่เหลืออีก150ล้านบาท มาจากผลประกอบการในประเทศกัมพูชาและ สปป.ลาว โดยขนาดของสินเชื่อใน ไทยลดลงแต่สินเชื่อที่มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทฯ บันทึกหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ ลดลง 26.38% เทียบปีก่อนหน้า จากการขยายตัวของธุรกิจในต่างประเทศรวมถึงความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อและการพัฒนาระบบการติดตามหนี้
“ฝ่ายบริหารได้เคยตั้งเป้าว่าจะทำกำไรเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากกำไรสุทธิกว่า500ล้านบาทในปี2558มาเป็น1,000ล้านบาทในปีนี้ ซึ่งเรามีความมั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ”
นายทัตซึยะกล่าวว่ากำไรจากกัมพูชาประมาณ120ล้านบาทนั้นมีนัยสำคัญมาก เนื่องจากเพิ่มขึ้น3เท่าจากกำไรประมาณ40ล้านบาทในไตรมาส2ของปีที่แล้ว แม้จะมีการชะลอตัวของตลาดรถจักรยานยนต์อันเป็นผลสืบเนื่องจากการบังคับใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม10%อย่างจริงจังสำหรับการซื้อขายรถจักรยานยนต์ตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ตลอดจนผลกระทบจากภาวะภัยแล้งคล้ายกับในประเทศไทย ดังนั้นบริษัทฯ จึงมั่นใจว่าผลประกอบการในกัมพูชาจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งหลังจากที่ปัญหาดังกล่าวคลี่คลาย
ส่วนผลประกอบการใน สปป.ลาวนั้นถือว่าน่าพอใจมาก เนื่องจากถึงแม้เป็นประเทศเล็กแต่มีศักยภาพที่จะทำกำไรได้ประมาณ10ล้านบาทต่อเดือนภายในปีนี้ โดยบริษัทย่อยใน สปป.ลาวนั้นเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อทั้งรถจักรยานยนต์และเครื่องจักรกลการเกษตรที่โดดเด่นทิ้งห่างคู่แข่งเป็นอย่างมาก ขณะที่ธุรกิจในอินโดนีเซียยังอยู่ในระยะเริ่มแรก แต่เชื่อว่าว่ามีแนวโน้มที่ดีมาก เนื่องจากสามารถเซ็นสัญญาปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าเครื่องจักรกลการเกษตร2รายในวันแรกที่เริ่มเปิดกิจการเมื่อวันที่25ก.ค.ที่ผ่านมาและยังได้รับการขอสินเชื่อจากลูกค้าอีก12รายภายในสัปดาห์แรก ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นทำธุรกิจที่ดีมาก
“เชื่อว่าการเจาะเข้าตลาดอินโดนีเซียนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งจะหนุนกลุ่มGLให้มีการขยายธุรกิจครั้งใหญ่จากศักยภาพที่มีอยู่สูง ”








