"แบงก์ชาติ” มั่นใจพร้อมเข้าโครงการประเมินภาคการเงินโลก หรือ “เอฟแซพ” ชี้หากผลประเมินออกมาดี ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นผู้ลงทุนต่างชาติ
คาดเข้าโครงการปลายปี 61 ส่วนข้อกังวลจากผลประเมินรอบก่อน ได้รับการแก้ไขแล้ว
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลด้านการเงินไม่ว่าจะเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ตลอดจนกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าโครงการประเมินภาคการเงิน(Financial Sector Assessment Program : FSAP) หรือ เอฟแซพ ซึ่งประเมินโดยธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)
นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ในส่วนของ ธปท. ที่ดูแลธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบถือว่ามีความพร้อมค่อนข้างมาก ประเด็นที่เคยมีความกังวลว่า จะทำให้ผลคะแนนออกมาไม่ดี ขณะนี้ก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ที่เหลือมีเพียงประเด็นปลีกย่อยที่อาจจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น และไม่ใช่เรื่องที่มีนัยะสำคัญอะไร
“เรื่องการแก้ไขสถาบันการเงินในกรณีที่หากเกิดปัญหาขึ้น ถือเป็นจุดที่เราต้องทำให้ชัดเจนว่า ถ้าแบงก์เกิดปัญหาขึ้นมา หน่วยงานไหนที่จะต้องเข้ามาดูแลในส่วนนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้รับการแก้ไขปัญหาแล้ว โดยการให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินเข้ามาปิดช่องว่างตรงนี้ แต่เรื่องนี้ถึงแม้เราจะไม่เข้ารับการประเมิน ยังไงก็เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่ดี”
อย่างไรก็ตามกาเข้าโครงการประเมินดังกล่าว ธปท. ถือเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น ซึ่งยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมาก เช่น ก.ล.ต. ที่ทำหน้าที่ดูแลบริษัทหลักทรัพย์(บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) หรือ คปภ. ที่กำกับดูแลบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต ตลอดจน กระทรวงการคลัง ที่ดูแลธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ(เอสเอฟไอ) ซึ่งแต่ละหน่วยอยู่ก็อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในส่วนของตัวเอง
นายรณดล กล่าวว่า การเข้าโครงการประเมินดังกล่าว หากเราผ่านเกณฑ์และมีผลประเมินออกมาดี ก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมของธุรกิจการเงิน เพราะช่วยในเรื่องของความน่าเชื่อถือและทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ
“ถ้าเราผ่านตรงนี้ได้ ก็จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือไม่เฉพาะผู้กำกับดูแลเท่านั้น แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือในมุมมองของผู้ลงทุนที่มีต่อระบบสถาบันการเงินในประเทศไทยด้วยว่า อย่างน้อยก็มีการกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานสากล”
นายรณดล กล่าวว่า ประเทศไทยเคยเข้ารับการประเมินแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นผลประเมินผ่านเป็นส่วนใหญ่ จะมีเพียงบางเรื่องที่เขาขอให้เราปรับปรุงเพิ่ม แต่เรื่องนี้ก็ถือแก้ไขแล้วด้วยกฎหมายพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ธปท. และ พ.ร.บ.สถาบันการเงินปี 2551 ส่วนการเข้าประเมินครั้งนี้จะเริ่มในปลายปี 2561 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งยังมีเวลาเตรียมความพร้อมอยู่
ด้าน นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ข้อเสนอจากการเข้าประเมินเมื่อครั้งที่ผ่านมาที่ผู้ประเมินขอให้มีการปรับปรุง คือ เรื่องความเป็นอิสระของธปท. และเรื่องการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม ซึ่งทั้ง 2 เรื่องก็ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว
“เรื่องความเป็นอิสระตอนนี้ก็ถูกแก้ไขผ่าน พ.ร.บ.ธปท. ไปแล้ว ส่วนเรื่องการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่มก็แก้ไขแล้วเช่นกัน เดิมเราคุมเฉพาะแบงก์ส่วนการลงไปตรวจสอบบริษัทในเครือทำได้แบบไม่เต็มที่นัก ตอนนี้กฎหมายใหม่ก็แก้ไขให้เรียบร้อยแล้ว”
ก่อนหน้านี้ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธปท.กล่าวว่า ธปท.ได้เสนอกระทรวงการคลังที่จะคืนอำนาจให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อมีเครื่องมือในการเข้าจัดการกับสถาบันการเงินในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น ถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการอุดช่องโหว่ของเครื่องมือที่ใช้ดูแลสถาบันการเงินในกรณีที่เกิดปัญหา
นายวิรไท กล่าวด้วยว่า การคืนอำนาจให้กองทุนฟื้นฟูฯ ยังถือเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่โครงการเอฟเซพ ด้วย โดย ธปท. มีแผนเข้าโครงการประเมินในปี 2561 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ดังนั้นจึงอยากพัฒนาเครื่องมือในการดูแลระบบสถาบันการเงินต่างๆ อย่างครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาได้เร็ว
สำหรับโครงการเอฟแซพ เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ เริ่มในเดือนพ.ค.2542 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ช่วยให้แต่ละประเทศทราบถึงจุดอ่อน จุดแข็งในภาคการเงินของตัวเอง 2.ประเมินการปฎิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 3.ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา ทางภาคการเงินและการให้ความสนับสนุนด้านเทคนิค 4.กำหนดแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ และ5.ช่วยจัดลำดับความสำคัญในการออกนโยบายและแผนกลยุทธ์









