วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

IVL - ซื้อ

กำไรหลักไตรมาส 2/59 เป็นไปตามคาด; กำลังเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นของ PET

กำไรหลักเป็นไปตามคาด

IVL รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/59 ที่ 5,950 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% YoY และ 45% QoQ หากไม่รวมกำไรจากสินค้าคงคลังที่ 705 ล้านบาท, กำไรจากการต่อรองซื้อขาย (เป็นผลมาจากการซื้อกิจการ Cepsa Spain ในวันที่ 1 เมษายน 2559) จำนวน 3.6 พันล้านบาท, การด้อยค่าสินทรัพย์ Turkish PET 514 ล้านบาท ,และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 54 ล้านบาท กำไรหลักไตรมาส 2/59 จะอยู่ที่ 2,262 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% YoY และ 49% QoQ ในขณะที่กำไรหลักเป็นไปตามการคาดการณ์ของเราและตลาด กำไรสุทธิสูงกว่าที่เราและตลาดคาด 35% เนื่องจากกำไรจากการต่อรองซื้อขายสูงกว่าคาด

ประเด็นหลักผลประกอบการ

ปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรหลัก ได้แก่ 1) ปริมาณขายที่สูงขึ้น และ 2) ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น ปริมาณขายของ IVL สูงขึ้น 28% YoY และ 31% QoQ มาอยู่ที่ 2.32 ล้านตันในไตรมาส 2/59 หนุนโดยการดำเนินการของโรงงาน MEG (สหรัฐอเมริกา) เป็นเวลา 2.5 เดือน, ปริมาณขายจาก Micropet เต็มไตรมาส, การรับรู้รายได้จาก BP (สหรัฐอเมริกา) และการรับรู้รายได้จาก Cepsa สเปน ซึ่งได้มาในช่วงต้นเดือนเมษายนตลอดทั้งไตรมาส อีกทั้งปริมาณขาย PET สูงขึ้น QoQ ซึ่งขับเคลื่อนโดยอุปสงค์ที่สูงขึ้นตามฤดูกาล นอกจากนั้นบริษัทมีกำไรหลักก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาต่อตันสูงขึ้น 21% QoQ มาอยู่ที่ 94 เหรียญสหรัฐ หนุนโดยผลประกอบการที่ดีขึ้นของธุรกิจ MEG และ HVA รวมถึงส่วนต่างราคา PET และ PTA ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามกำไรหลักก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาต่อตันของบริษัทลดลง 2% YoY เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อ่อนตัวลง

แนวโน้ม

คาดกำไรหลักของ IVL จะอ่อนตัวลง YoY และ QoQ ในไตรมาส 3/59 เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ส่วนต่างราคาโดยรวมของบริษัทคาดว่าจะลดลงทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจากส่วนต่างราคา PET ที่อ่อนตัวลงจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ที่ลดลงตามฤดูกาล รวมถึงส่วนต่างราคา PTA ที่กลับสู่ภาวะปกติ (หลังจากที่โรงงาน PTA บางแห่งได้หยุดการผลิตโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้าในไตรมาส 2/59) อย่างไรก็ตามปริมาณขายที่สูงขึ้น หนุนโดยปริมาณขายจากโรงงาน MEG (สหรัฐอเมริกา) และ Cepsa สเปน ที่จะรับรู้เต็มไตรมาสน่าจะช่วยชดเชยผลกระทบจากส่วนต่างราคาโดยรวมที่อ่อนตัวลงของบริษัทในไตรมาส 3/59 ได้บางส่วน เราคาดว่าปริมาณขายจะสูงขึ้น 29% YoY และ 1% QoQ มาอยู่ที่ 2.33 ล้านตันในไตรมาส 3/59

สิ่งที่เปลี่ยนแปลง

ขณะที่เราคงประมาณการกำไรหลักในปี 2559 ที่ 7,167 ล้านบาทไว้ตามเดิม เราได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 เพิ่มขึ้น 21% มาอยู่ที่ 12,487 ล้านบาท เพื่อสะท้อนกำไรและค่าใช้จ่ายพิเศษที่รับรู้ในไตรมาส 2/59 อีกทั้งเราได้ปรับระยะเวลาในการลงทุนไปเป็นปี 2560 และได้ปรับ PBV มาอยู่ที่ 2.1x เท่า จากเดิม 1.6x เท่า เนื่องจากเราคาดปี 2560 จะเป็นการเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นของส่วนต่างราคาสายผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ โดยเราให้ราคาเป้าหมายที่ 42 บาท

คำแนะนำ

ในมุมมองของเรา การเติบโตของกำไรหลักของบริษัทที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีที่ 17% ระหว่างปี 2558-2560 ซึ่งมาจากส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นและปริมาณขายที่การเติบโต ซึ่งสูงกว่าอัตรากำไรเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของตลาดที่ 6% จะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังมีโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในระยะยาวเนื่องจากมีศักยภาพในการควบรวมกิจการ รวมถึงมูลค่าหุ้นยังต่ำอยู่ โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PBV ณ สิ้นปี 2560 ที่ 1.7x เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 2.1x อยู่ 0.4 SD