"ร.ฟ.ท." คาดรายได้บริหารทรัพย์สินปีนี้ทะลุเป้าถึง 3.4 พันล้าน หลังนโยบายรัฐไฟเขียวหยิบที่ดินทำเลทองเปิดพีพีพีพร้อมให้ประเมินราคาใหม่
การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) รับแผนจากรัฐบาล ในการหารายได้เพิ่มจากการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพย์สิน โดยเฉพาะแผนเร่งรัดในการประเมินราคาที่ดินรถไฟใหม่ทั่วประเทศซึ่งมีจำนวนมาก
นายปาณฑพ มาลากุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าการ กลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยภายหลังประชุมรับฟังความคิดเห็นของนักลงทุน โครงการจัดทำแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาพื้นที่ของ ร.ฟ.ท. ว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจนในการผลักดันรายได้นอกเหนือจากการเดินรถ (นอนคอร์) ของ ร.ฟ.ท.ให้เพิ่มขึ้น
ทั้งส่วนของการเร่งให้ศึกษาที่ดินภายใต้การดูแลของ ร.ฟ.ท. ทั่วประเทศ หากพบว่าบริเวณใดมีศักยภาพเพียงพอ สำหรับพัฒนาเพื่อการพาณิชย์ ก็ให้เร่งสรุปรูปแบบและเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
นำที่ดินประเมินราคาใหม่
รวมไปถึงนโยบายที่สั่งการให้ ร.ฟ.ท.นำที่ดินทั้งหมด มาประเมินราคาใหม่ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน ส่งผลให้ขณะนี้รายได้นอนคอร์กลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน มีมูลค่าอยู่ที่ 3 พันล้านบาท และคาดว่าตลอดทั้งปีจะมีมูลค่าอยู่ 3.4 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าปีนี้จะมีรายได้นอนคอร์ด้านทรัพย์สินอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท
โดยยกตัวอย่างที่ดินที่มีการปรับราคาและเป็นรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน คือ พื้นที่สถานีกลางบางซื่อ จากเดิมที่ดินมีมูลค่าอยู่ราว 6.5 หมื่น - 1.6 แสนบาทต่อตารางวา แต่เมื่อประเมินราคาให้เป็นปัจจุบันแล้ว พบว่าที่ดินดังกล่าวมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 - 3.8 แสนบาทต่อตารางวา ทำให้ ร.ฟ.ท.สามารถจัดเก็บรายได้จากผู้เช่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว
ดันทำแผนพัฒนาแปลงเอ 12 แปลง
ในส่วนของแผนงานหลังจากนี้ ร.ฟ.ท.จึงจะเร่งเอาที่ดินแปลงเอ 12 แปลง ที่เหลือมาเปิดรับฟังความเห็นชอบภาคเอกชน เพื่อปรับแผนพัฒนาและวางโมเดลแต่ละสถานีให้ตอบโจทย์ความต้องการของเอกชน ซึ่งคาดว่าจะเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนนับจากนี้
ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่ 12 แปลงที่จะเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม อาทิ เช่น สถานีธนบุรี สถานีปากช่อง สถานีหนองคาย สถานีชุมพร เป็นต้น
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ ร.ฟ.ท.และทีมที่ปรึกษาสรุปแผนรวมไปถึงประเด็นของมูลค่าที่ดินและหากพัฒนาที่ดินทั้ง 12 แปลงที่จะเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว จะสร้างมูลค่าเป็นตัวเงินเพิ่มมากน้อยเพียงใด ซึ่งคาดว่าอีก 3 เดือนหลังจากนี้จะแล้วเสร็จ
เตรียมจัดรูปที่ดินใหม่
“นโยบายรัฐบาลอยากให้การพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์แล้วต้องเกิดการอยู่ร่วมกัน และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่ เช่น เปิดให้ทำร้านค้า หรือเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจที่จะสามารถตั้งเป็นบริษัทได้ ดังนั้นการออกแบบพื้นที่เชิงพาณิชย์เหล่านี้จึงอยากให้คำนึงถึงการจัดรูปแบบที่ดินให้ชัดเจน หากจะแบ่งเป็นที่อยู่อาศัย หรือจะพัฒนาให้อยู่ร่วมกันอย่างไรให้ได้ ซึ่งหากจะต้องมีการจัดรูปที่ดินใหม่ กระทรวงฯ ก็จะทำงานร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อวางแบบแผนของที่ดินใหม่ให้เหมาะสม”
นายอาคม ยังกล่าวอีกว่า การรับฟังความเห็นครั้งนี้พบว่ามีเอกชนเข้าร่วมเยอะ และส่วนใหญ่ก็รับทราบถึงแผนพัฒนาโครงการรถไฟต่างๆ ของกระทรวงฯ อยู่แล้ว โดยเฉพาะทางคู่ที่ขณะนี้มีบางส่วนเริ่มลงพื้นที่ก่อสร้างไปบ้าง คือ ช่วงคลอง 19 - แก่งคอย และจิระ - ขอนแก่น ส่วนช่วงมาบกะเบา - จิระ ช่วงลพบุรี - ปากน้ำโพ และช่วงนครปฐม - หัวหินก็จะตามมาในปีนี้
ในส่วนของแผนพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ 12 แปลง ร.ฟ.ท.ก็คัดมาเป็นพื้นที่ศักยภาพทั่วประเทศ แต่สิ่งที่จะต้องเน้นย้ำให้เอกชนทราบ คือ ช่วงบางสถานีจะมีการพัฒนาทั้งทางคู่และรถไฟความเร็วสูง เช่น สถานีนครสวรรค์ ตรงนี้ก็จะเป็นโอกาสของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นถึงการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับโครงการขนาดใหญ่
ถกรถไฟไทย-จีนปมแหล่งทุนส.ค.นี้
นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนว่า ในสิ้นเดือนนี้ จะมีการประชุมร่วมระหว่างผู้แทนไทยกับจีนครั้งที่ 13 เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างดังกล่าว ซึ่งการประชุมครั้งนี้ คาดว่า จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการเริ่มก่อสร้าง แหล่งเงินทุน ผู้ออกแบบ และ การเวนคืนที่ดินแนวการก่อสร้าง
ทั้งนี้รถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยผ่านลาวไปยังประเทศจีนได้มีการประชุมมาสิบกว่าครั้งแล้ว อาจเริ่มทำบางส่วนที่กำหนดเป็นแลนด์มาร์คไว้ก่อน แต่เรื่องไฟแนนซ์เงินลงทุน คงต้องตกลงกันอีกระดับหนึ่งว่า จะใช้เงินสกุลอะไร โดยจีนต้องการให้ใช้เงินสกุลหยวนกับดอลลาร์ ซึ่งคงต้องคุยเรื่องต้นทุนเงินอีกรอบว่า จะใช้สกุลอะไร ถ้าใช้เงินหยวนจะคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ ถ้าใช้เงินดอลลาร์จะคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่
จีนยื่นข้อเสนอกู้เป็นหยวน
“จีนยื่นข้อเสนอว่า อยากให้ใช้เงินหยวนมากกว่า เพราะเขาจะได้ประโยชน์จากต้นทุนเงินหยวนที่ต่ำกว่า แต่เราอยากได้เงินดอลลาร์ เพราะเราสามารถปรับเปลี่ยนหนี้ หรือ สวอปได้ง่ายกว่า เพราะตลาดหยวนเป็น สกุลเงินที่จะเป็นน้องใหม่ใน สกุลเงินหลัก หรือMajor Currency ขณะที่ ดอลลาร์เป็นพี่ใหญ่ ฉะนั้น หากทำธุรกรรมผ่านดอลลาร์จะสะดวกรวดเร็วกว่าหยวน”
ด้านวงเงินกู้โครงการ ยังไม่ยุติ คงต้องเจรจา เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องตกลงกัน เช่น ใครจ่ายค่าออกแบบ ใครจ่ายค่าควบคุมงาน ใครจ่ายค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง โรลลิ่งสต็อก เป็นต้น สำหรับขนาดของรางนั้น ควรเป็นขนาด 1.435 เมตร
นายสุวิชญยังกล่าวด้วยว่า ในระยะใกล้นี้ สบน.เตรียมแผนกู้เงินสำหรับโครงการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่จะขนคนจากภาคตะวันออกของกรุงเทพมายังศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ โครงการดังกล่าวได้เริ่มขายเอกสารประกวดราคาแล้ว โดยจะใช้เงินกู้บางส่วนเพื่อลงทุนในช่วงแรกๆ โดยเป็นเงินกู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ เงินกู้จากต่างประเทศจะใช้จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ส่วนการกู้เงินจากในประเทศนั้น อาจระดมจากกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์









