"ประธานสภาธุรกิจตลาดทุน" ชี้การเมืองมีเสถียรภาพขึ้นหลังประชามติ เชื่อเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ลุ้นโบรกฯปรับเพิ่มกำไรบจ.
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า หลังการประกาศผลประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ เชื่อมั่นว่าการเมืองไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยประเมินว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเกิดใหม่ต่อเนื่อง โดยคาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะดีกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว และมีกำไรต่อหุ้นอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งโดยตราสารหนี้ในต่างประเทศให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับต่่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีให้ผลตอบแทน 1.5% ส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น 10 ปี ให้ผลตอบแทน -0.8% ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ เช่นพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทน 1.98% พันธบัตรอินโดนีเซีย 10 ปี ให้ผลตอบแทน 6.9% และพันธบัตรรัฐบาลฟิลิปปินส์ให้ผลตอบแทน 3.2%
สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยปัจจุบันระดับ P/E 16 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงมากจนเกินไป รวมถึงนักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อยู่สูงถึง 82,000 ล้านบาท ซึ่งในระยะต่อไปบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งมีโอกาสปรับกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้เพิ่มขึ้น เพราะภาวะตลาดอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และหากผลประกอบการบจ.ในไตรมาส 2 ออกมาดีตามที่หลายฝ่ายคาด ซึ่งอยู่บนพื้นฐานราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 40 เหรียญต่อบาร์เรล
ส่วนภาวะตลาดในต่างประเทศถือว่ายังไม่มีปัจจัยโดดเด่นที่จะมาดึงเงินทุนกลับ เช่น หลังกรณี Brexit ทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ของหลายประเทศลดลง และ ล่าสุดที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หลายฝ่ายไม่เชื่อมั่น และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ออกมาตรการประคองเศรษฐกิจ โดยการลดดอกเบี้ย 0.25% และลดเป้าหมายจีดีพีปี 60 จาก 2.3% เหลือ 0.8% รวมถึงสหรัฐฯ จีดีพีไตรมาส 2 ออกมาอยู่ในระดับ 2% ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาด
นอกจากนี้ประเด็นที่ต้องติดตามระยะต่อไป คือ ประเทศที่จะทำประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรปเพิ่มหรือไม่ ติดตามการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ช่วงปลายเดือนนี้ การปรับคณะรัฐมนตรีในญี่ปุ่น รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ล่าสุดที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศลงโทษผู้บริหารบจ. ที่ทำความผิดเช่น การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น ปั่นหุ้น หรือให้ข้อมูลเท็จ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ส่วนตัวเห็นด้วยกับกฎดังกล่าว และประเมินว่าเหมาะสม ซึ่งจะมีการเปรียบเทียบระดับการลงโทษตามความร้ายแรงแต่ละกรณี









