กฟผ. เดินหน้าศึกษาแผนการนำเข้าถ่านหิน หากโรงไฟฟ้ากระบี่-เทพาได้รับอนุมัติก่อสร้าง ชี้ต้องนำเข้าเกือบ 13 ล้านตัน/ปี
นายถาวร งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ทาง กฟผ.ได้จัดจ้างที่ปรึกษาเรื่องการนำเข้าถ่านหิน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการนำเข้าหากโรงไฟฟ้ากระบี่ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์และเทพา 2,000 เมกะวัตต์ได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างโดยจะต้องนำเข้าโรงละ 2.7 ล้านตัน/ปีและ10 ล้านตัน/ปี ตามลำดับ มูลค่าปัจจุบันจะไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นวงเงินที่สูงมาก ดังนั้น การเตรียมพร้อมศึกษารูปแบบเพื่อเปิดประมุูลนำเข้าจึงต้องทำให้ดีที่สุด นอกจากนี้จะเป็นสัญญานำเข้าถ่านหินเป็นสัญญาแรกแรกของรัฐวิสาหกิจ ซึงก็ต้องส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอัยการสูงสุดช่วยพิจารณาด้วย
“ถ่านหินสำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่จะมีต้นทุนสูงกว่าเทพา เพราะร่องน้ำตื้นกว่า เรือขนส่งเป็นเรือระบบปิดลำเล็ก โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกขึ้นตอนใช้เทคโนโลยีที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ทั้งตัวโรงไฟฟ้าและระบบขนส่งถ่านหิน”นายถาวรกล่าว
นายถาวร กล่าวว่า ในอนาคตประเทศไทย จะต้องนำเข้าถ่านหินเพิ่มขึ้นเพราะโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว ปี 2558-2579(พีดีพี 2015 )จะต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ร้อยละ 20-25 หรือ7,390 เมกะวัตต์ กฟผ.จึงศึกษาแผนจะจัดตั้งเป็นศูนย์นำเข้าถ่านหิน (coal center )เพื่อรวบรวมและกระจายถ่านหิน ซึ่งจะเป็นการจัดการให้การนำเข้าถ่านหินมาใช่้สำหรับโรงไฟฟ้าต่างๆ มีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่ง หากทำได้ตามแผนค่าไฟฟ้าจะถูกกว่าการพึ่งพาก๊าซแอลเอ็นจี 6-9 พันล้านบาท/ปี
“ในขณะนี้ก๊าซในอ่าวไทยลดน้อยลงและมีความเสียงเรื่องการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุ การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเป็นทางเลือกลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเพียงอย่างเดียว ซึ่ง กฟผ.ก็ต้องศึกษาแนวทางไว้รองรับและพร้อมจะเป็นcoal center “นายถาวรกล่าว









