เสนาฯ เดินหน้าสร้างแบรนด์ พร้อมผุดโครงการ “ทุกทำเล-ทุกเซกเมนท์” ครึ่ี่งปีหลังลุยตลาดคอนโด เปิด 5 โครงการ มูลค่า 2.7 พันล้าน
นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การลงทุนในครึ่งปีหลังจะมุ่งกลยุทธ์พัฒนาโครงการครอบคลุมทุกเซกเมนท์ ตั้งแต่ระดับล่าง กลาง และ บน ราคาตั้งแต่ 3 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาทต่อตร.ม. รวมถึงการกระจายโครงการทุกมุมเมืองของกรุงเทพฯ
พร้อมกันนี้จะให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง หลังจากก่อตั้งมากว่า 30 ปี โดยเน้นสื่อถึงอัตลักษณ์หรือตัวตนของแบรนด์
“ในภาวะที่กำลังซื้อมีจำกัด สินค้ามีให้เลือกมาก มีคำถามว่าทำไมลูกค้าต้องเลือกซื้อบ้านของเสนา เราจึงต้องสร้างแบรนด์สะท้อนความเป็นตัวตัวให้ลูกค้าเห็นมากขึ้นว่าลูกค้าเลือกซื้อเราแล้วได้อะไร ความคุ้มค่า ความแตกต่างการบริการ แบรนด์แข็งแกร่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อ”
บริษัทใช้งบกว่า 50 ล้านบาท ในการสร้างแบรนด์ โดยใช้ บริษัท มันเดย์ พีเพิล จำกัด วางกลยุทธ์สร้างแบรนด์ ภายใต้คอนเซปท์ ”หัวคิดและหัวใจ” คำว่า “หัวคิด” มาจากการนึกถึงความต้องการของลูกค้าหรือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง “หัวใจ” คือแสดงออกในการบริการลูกค้าด้วยใจ พร้อมสื่อผ่านภาพยนตร์โฆษณา ”หัวคิด หัวใจ”
ครึ่งปีหลังนี้ เสนาฯ จะเปิดโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมด 5 โครงการ มูลค่ารวม 2,700 ล้านบาท จาก 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 4,700 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิด 2 โครงการแนวราบ มูลค่า 2,000 ล้านบาท จากต้นปีบริษัทตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 9 โครงการ มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท ซึ่ง 2 โครงการได้เลื่อนการเปิดไปเป็นปี 2560 เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาโครงการใหม่ตามมูลค่าที่ดินที่จะเพิ่มขึ้น
โดย 2 โครงการที่ได้เลื่อนการเปิด ได้แก่ โครงการทาวน์เฮาส์ ย่านรามอินทรา กม.9 มูลค่า 200 ล้านบาท ปรับรูปแบบการพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม 5-6 ชั้น และโครงการบ้านเดี่ยวที่พัทยา แนวโน้มของมูลค่าที่ดินปรับสูงขึ้น จากการโครงการลงทุนต่างๆของภาครัฐ
ปัจจุบันบริษัทมียอดขายแล้ว 2,700 ล้านบาท จากเป้าหมายปีนี้ 4,500 ล้านบาท โดยแนวโน้มการอยู่อาศัยยุคใหม่ที่คนนิยมพักอาศัยเพียงคนเดียวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมีการเติบโต
อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาระดับล่าง ที่มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของบริษัทอยู่ในระดับ 15-20%
ปีนี้มั่นใจว่าจะมีรายได้ตามเป้าหมาย 3,.500 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีหลังจะมีการโอนโครงการจากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ราว 1,000 ล้านบาท จากแบ็กล็อค ที่มีอยู่ในปัจจุบัน 2,400 ล้านบาท คาดว่ากำไรสุทธิในปีนี้จะทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังจากมีกำไรเพิ่มขึ้นจากการขายไฟฟ้าในโครงการโซลาร์ฟาร์มกำลังการผลิตรวม 46.5 เมดะวัตต์ ได้เต็มปี โดยจะมีกำไรจากการขายไฟฟ้า 50-60 ล้านบาทต่อปี
บริษัทคาดว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าในโครงการโซลาร์ฟาร์มปีนี้อยู่ที่ 46.5 เมกะวัตต์ เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีความคืบหน้าในการประกาศโครงการโซลาร์ใหม่ออกมา แต่บริษัทยังคงแผนกำลังผลิตที่ 100 เมกะวัตต์ ใน 3 ปีข้างหน้า









