วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไทยออยล์'หนี'เมียนมา-อินโดฯ' ชี้ไม่คุ้มค่าลงทุน

"ไทยออยล์" เมินลงทุนโครงการใน "เมียนมา-อินโดนีเซีย" ระบุไม่คุ้มทุน หันจับไทยเป็นฐาน พร้อมเดินหน้าขยายโรงกลั่นและเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ

นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าไทยออยล์ จะเน้นการเติบโตและการลงทุนในประเทศมากขึ้น หลังโครงการลงทุนในต่างประเทศยังไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งโครงการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันThanlyin กำลังการผลิต 20,000 บาร์เรลต่อวัน ในประเทศเมียนมา จากการศึกษาพบว่าไม่คุ้มค่า จึงไม่ได้เสนอตัวเข้าร่วมลงทุน รวมถึงโครงการผลิตผลิตภัณฑ์ WAX ร่วมกับบริษัท เปอร์ตามีนา ในประเทศอินโดนีเซีย ศึกษาแล้วพบว่าผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ต่ำกว่า14% ก่อนหน้านี้ไทยออยล์ก็พลาดโครงการปรับปรุงโรงกลั่น กำลังการผลิต 800,000 บาร์เรลต่อวันของบริษัท เปอร์ตามีนา เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ยังเหลือโครงการศึกษาการลงทุนโรงกลั่นน้ำมันร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อช่วยเหลือประเทศเมียนมา ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนเพราะต้องรอความชัดเจนในระดับรัฐบาล

ขยายการกลั่นน้ำมันขายภายใน

สำหรับการลงทุนในประเทศไทยออยล์อยู่ระหว่างศึกษาออกแบบด้านวิศวกรรมโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพน้ำมัน (Clean Fuel Project) เพื่อขยายกำลังการกลั่นน้ำมันดิบในประเทศเพิ่มจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน มูลค่า3,000ล้านดอลลาร์ ถ้าตัดสินใจจะเพิ่มกำลังการกลั่นก็จะส่งขายในประเทศ เพราะความต้องการน้ำมันยังเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงส่งขายประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันและทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว หรือกัมพูชา การศึกษายังครอบคลุมถึงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และเพิ่มความสามารถในการรับน้ำมันดิบของโรงกลั่น ซึ่งโครงการนี้สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ของรัฐบาล

“ปัจจุบันไทยออยล์ผลิตน้ำมันเตาที่มีมูลค่าต่ำประมาณ9-10%ของกำลังการผลิตทั้งหมด จึงจะใช้เทคโนโลยีพัฒนาให้เป็นน้ำมันเครื่องบินและดีเซลที่มีมูลค่าสูงขึ้นและเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงนำวัตถุดิบไปพัฒนาเป็นปิโตรเคมี ซึ่งทั้งหมดจะสรุปได้ในกลางปี2560พร้อมกับเรื่องการขยายกำลังกลั่น พร้อมขอยืนยันว่าการศึกษาโครงการยังเป็นไปตามแผนเดิม ไม่ได้ล่าช้าแต่อย่างใด” นายอธิคม กล่าว

เปิด2โครงการกว่า2หมื่นล้าน

ล่าสุดไทยออยล์ยังเปิดตัว 2 โครงการอย่างเป็นทางการวานนี้ (3 ก.ค.) ได้แก่ โรงงานผลิตสาร Linear Alkyl Benzene(LAB) กำลังการผลิต100,000 ตันต่อปี มูลค่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งไทยออยล์ถือหุ้นผ่านบริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด ในสัดส่วน75% และบริษัท มิตซุยแอนด์ คัมปนี จำกัด ถือหุ้น 25% อีกโครงการเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กTOP SPP 2 แห่ง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 239 เมกะวัตต์ และไอน้ำรวม 498 ตันต่อชั่วโมง มูลค่า 12,000 ล้านบาท
โครงการLAB จะส่งผลให้ค่าการกลั่นรวม (GIM) เพิ่มขึ้น 0.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป โดยปัจจุบันราคาLAB อยู่ที่ 1,100 ดอลลาร์ต่อตัน มีส่วนต่างระหว่างขายและวัตถุดิบ (สเปรด) อยู่ที่ 550 ดอลลาร์ต่อตัน ผลตอบแทนของโครงการอยู่ที่ 12-13% คาดว่าจะคืนทุนภายใน 8 ปี
โรงงานแห่งนี้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตแล้ว ปัจจุบันจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศ20-25%ที่เหลือส่งออก แต่ตั้งเป้าจะเพิ่มยอดขายในประเทศเป็นมากกว่า 60% ในอนาคต เพราะความต้องการในประเทศมีถึง 76,000ตันต่อปี รวมถึงมีโอกาสขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม เนื่องจากอาเซียนมีความต้องการLABปริมาณ430,000ตันต่อปีและเติบโต4-5%ต่อปี

คาดรายได้ปีนี้ใกล้เคียงปีก่อน

สำหรับรายได้ในปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับ 290,000 ล้านบาทใกล้เคียงกับปีก่อน หากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่ยังตอบไม่ได้ว่ ราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนและกลับมาต่ำกว่า40ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบันจะส่งผลให้ไทยออยล์ขาดทุนสต๊อกในไตรมาสที่3หรือไม่ เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดไตรมาส และยังประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในระยะยาวน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ระยะสั้นจะอ่อนไหวจากหลายปัจจัย

ส่วนกรณีที่จะมีการยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์91ในปี2561ไม่ได้ส่งผลให้ไทยออยล์ต้องลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นแต่อย่างใด เนื่องจากไทยออยล์มีการผลิตน้ำมันเบนซินพื้นฐาน สำหรับผลิตแก๊สโซฮอล์91 (จีเบส91) และ95(จีเบส95) อย่างสมดุล หากมีการยกเลิกการใช้แก๊สโซฮอล์91 โรงกลั่นไทยออยล์ก็สามารถเปลี่ยนส่วนประกอบของน้ำมันเพื่อผลิตจีเบส 95 เพิ่มขึ้นและคงต้องส่งออกจีเบส91มากขึ้น แต่ไม่ได้มีนัยสำคัญแต่อย่างใด พร้อมเชื่อว่าการทำให้จีเบสมีสเปคน้อยลงจะส่งผลให้ประเทศได้รับประโยชน์มากกว่า เนื่องจากผู้ค้าน้ำมันจะมีค่าใช้จ่ายลดลง

โบรกฯชี้ยกเลิก2โครงการไม่กระทบ

นักวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่าการยกเลิก 2 โครงการในประเทศเมียนมาและอินโดนีเซีย ยังมองว่าจะไม่กระทบกับบริษัท เนื่องจากโครงการลงทุนใน 2 ประเทศมีขนาดที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับขนาดของบริษัท และโครงการในอินโดนีเซียยังไม่ได้เริ่มเดินเครื่องกำลังการผลิตดังนั้นจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญกับบริษัท

ทั้งนี้ทิศทางของผลการดำเนินงานไทยออยล์ในครึ่งปีหลังจะมีแรงกดดันมากขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งหากในไตรมาส3 ราคายังไม่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้จะส่งผลให้มีความเสี่ยงต้องขาดทุนสต็อกน้ำมัน รวมถึงค่าการกลั่นยังมีทิศทางปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยกดดันกับผลการดำเนินงานบริษัท ให้กำไรในไตรมาส3ปรับตัวลดลง