"ขสมก." จ่อประกวดราคารถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน ต.ค.นี้ หลังกระบวนการร่างทีโออาร์แล้วเสร็จ ตั้งเป้าราคาเฉลี่ยต่อคันไม่ควรเกิน 10.6 ล้านบาท
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงนโยบายของการผลักดันโครงการรถเมล์ไฟฟ้าเข้ามาเสริมบริการของ ขสมก. ว่า รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เกิดการใช้รถไฟฟ้าในไทยอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มทางเลือก และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
ขณะนี้ขสมก.อยู่ระหว่างร่างเอกสารประกวดราคา แต่ในส่วนของทางนโยบายเนื่องจากเป็นโครงการเร่งด่วน ดังนั้นเบื้องต้นคาดว่าจะต้องนำเข้ารถเมล์ไฟฟ้าล็อตแรกในรูปแบบนำเข้าทั้งคันจากต่างประเทศก่อน จำนวน20คันเพื่อเข้ามาทดลองวิ่ง และหลังจากนั้นจะสนับสนุนให้มีการประกอบรถยนต์ และผลิตชิ้นส่วนในไทยต่อไป
นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า ขสมก.ได้ดำเนินการร่างเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) เสร็จแล้วและอยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการประกวดราคาเป็นผู้ตรวจสอบ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ ก่อนจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการทำประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซด์ ซึ่งหากไม่มีการปรับแก้ก็จะประกาศขายซอง และเปิดประกวดราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อีออคชั่น) โดยคาดการณ์ว่ากระบวนการทั้งหมดแล้วดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือนนับจากนี้ หรือราวเดือน ต.ค.นี้จะได้ตัวผู้ชนะสิทธิ์เพื่อทำการลงนามสัญญาจ้าง และทำข้อตกลงส่งมอบรถต่อไป
ขสมก.วางแผนแบ่งการจัดซื้อจำนวน200คัน ออกเป็นการจัดซื้อประเภทนำเข้ารถยนต์ทั้งคัน และนำเข้าชิ้นส่วนบางชนิดนำเข้ามาประกอบในไทย ถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และเป็นการสร้างองค์ความรู้เพื่ออนาคตในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของไทยด้วย
เบื้องต้น ขสมก.ตั้งเป้าที่จะนำเข้ารถยนต์ทั้งคันในสัดส่วนที่น้อยกว่าการนำเข้าชิ้นส่วน แต่จะแบ่งสัดส่วนอย่างไร ต้องขอหารือในเชิงนโยบายของรัฐบาล และพิจารณารายละเอียดทางเทคนิคก่อน
“ตอนนี้ ขสมก.คิดว่าจะนำเข้ารถยนต์ทั้งคันในปริมาณที่น้อยหน่อย เพราะอยากนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบในไทยเพื่อสร้างรายได้ในผู้ประกอบการไทย และสร้างองค์ความรู้ระยะยาวมากกว่า อีกทั้งต้องยอมรับว่าเนื่องจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องใหม่ของไทย และ ขสมก. ไม่เคยมีการจัดใช้มาก่อน ดังนั้นจึงต้องรอบคอบในการพิจารณาจัดซื้ออย่างมาก เพราะต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า ขสมก.มีความต้องการจัดใช้อย่างไร จะออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นขนาดบรรจุไฟมากเพื่อเติมไฟฟ้าน้อยครั้ง หรือจะออกแบบให้เป็นบรรจุไฟฟ้าน้อยเพื่อเติมบ่อยครั้ง ส่วนนี้จึงต้องขอพิจารณาทางเทคนิคอย่างชัดเจนอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าเราจะจัดซื้อล็อตเดียว 200 คัน และทยอยรับมอบ”
ในส่วนของการเตรียมความพร้อมจุดชาร์ตไฟ ขณะนี้ได้หารือร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยขสมก.ได้ประเมินเบื้องต้นว่าจะพัฒนาอู่ชาร์ตไฟฟ้าทั้งหมด 4 สถานีทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งจะพิจารณาจากพื้นที่อู่จอดรถเมล์ของ ขสมก.ที่มีอยู่ อาทิ กำแพงเพชร คลองเตย สาธุประดิษฐ์ ใต้ทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา พระราม9และบางเขน พร้อมทั้งวางแผนจะกระจายการชาร์ตไฟของรถเมล์ไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่50คันต่อแห่ง และจะใช้ช่วงเวลาในการชาร์ตกระแสไฟช่วงกลางคืนเพื่อไม่ให้กระทบการใช้ไฟฟ้าของประชาชน
นายสุรินทร์ คำฝอย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารยุทธศาสตร์ และแผนงาน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ระบุว่า แผนงานที่ศึกษารายละเอียดเพื่อใช้ประกอบทีโออาร์ในขณะนี้ พบว่าราคาของรถที่ ขสมก.จะคุ้มค่าในการลงทุนนั้น ควรมีเฉลี่ยราคาอยู่ที่ไม่เกิน10.6ล้านบาท โดยจะต้องรวมทั้งตัวรถ และตัวชาร์ตไฟฟ้าด้วย เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นกับการจัดรถเมล์ไฟฟ้า ประเมินเบื้องต้นจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าไฟฟ้าอยู่ที่1.2หมื่นบาทต่อเดือนต่อคัน อีกทั้งต้องลงทุนในด้านตัวสถานีชาร์ตไฟเฉลี่ยอยู่ที่67ล้านบาทต่อแห่ง
“เวลาประมูลต้องต่ำกว่าราคากลางที่ ขสมก.กำหนด ซึ่งครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในประเทศ จะใช้อุปกรณ์ในประเทศไม่น้อยกว่า 40% โดยในส่วนบริษัทต่างชาติที่ร่วมมือกับคนไทยเข้ามาประกวดราคาก็จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการในไทยด้วย”









