คาดรายงานกำไรสุทธิเติบโต 21%QoQ และโต 21%YoY
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาดรายงานกำไร 2Q59 ราว 2.87 หมื่นล้านบาท : ฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะรายงานกำไรไตรมาส 2/59 ราว 28,732 ล้านบาทเติบโต 21%QoQ และเติบโต 21% YoY โดยผลประกอบการธุรกิจหลักทั้ง 3 ปรับตัวดีขึ้นซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1) ธุรกิจก๊าซธรรมชาติผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนสู่ระดับ 4,881 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน(MMSCFD) เพราะมีความต้องการก๊าซฯ เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่(IPP)และโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(SPP)ที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังมีผลขาดทุนจากการจำหน่าย NGV ราว 1.2 พันล้านบาททรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาเพราะรัฐบาลประกาศให้ลอยตัวราคา NGV ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแก่รถยนต์ส่วนบุคคล อย่างไรก็ตามบริษัทยังต้องรับภาระในส่วนของรถยนต์สาธารณะส่งผลให้ยังมีผลขาดทุนอยู่ 2) ธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาติปริมาณขายทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนที่ 1,473 พันตันเนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซแห่งที่ 6 เป็นเวลา 23 วันซึ่งในไตรมาส 1 มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซเป็นเวลา 23 วันเช่นกัน ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันทำให้ผลประกอบการปรับตัวขึ้น 3) ธุรกิจจำหน่ายน้ำมันผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น แม้ว่ายอดจำหน่ายจะลดลง 2% QoQ สู่ระดับ 6,558 ล้านลิตรแต่กำไรต่อลิตรปรับตัวดีขึ้นจาก 1.1 บาทต่อลิตรสู่ระดับ 1.27 บาทต่อลิตรเพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นส่งผลให้มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันมาช่วยหนุนกำไร
- ปรับเพิ่มประมาณการปี 59-60 ขึ้น 35%และ 34% ตามลำดับ : ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 59 และ 60 ขึ้นจาก 66,590 และ 72,918 ล้านบาทเป็น 90,736 และ 98,448 เพิ่มขึ้น 35%และ 34% ตามลำดับ เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นตามธุรกิจโรงแยกก๊าซเพราะไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซเหมือนในช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตามผลประกอบการบริษัทลูกมีแนวโน้มปรับตัวลงโดยเฉพาะ ธุรกิจโรงกลั่นที่ค่าการกลั่นเริ่มปรับตัวลงและอาจมีขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันดิบหลังราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงสู่ระดับ ที่ 41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงจะกดดันต่อผลประกอบการของธุรกิจสำรวจและผลิตเพิ่มเติมเนื่องจากผลประกอบการขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบและราคาก๊าซธรรมชาติ
- ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” เป็น “ซื้อ” ปรับใช้ราคาเหมาะสมปี 60 ที่ 357 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธี Sum of the part (SOTP) เพื่อให้สะท้อนถึงมูลค่าของบริษัทลูกในกลุ่ม โดยได้ปรับใช้ราคาเหมาะสมบริษัทในกลุ่มเป็นปี 60 ทำให้ได้ราคาเหมาะสมใหม่ปี 60 ของ PTT ที่ 357 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาปิดล่าสุดจึงปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” เป็น “







