“อีซีซี”เผยผลพวงเศรษฐกิจกระทบ- ส่งผลเด็กเลือกเรียนภาษาคอร์สสั้นมากกว่าจ่ายเงินลงเรียนคอร์สยาว
นางโซเนีย แกน กรรมการผู้จัดการ สถาบันภาษา อีซีซี เปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวตั้งแต่ในช่วงกลางปีก่อนจนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจสถาบันสอนภาษาอยู่บ้าง โดยเฉพาะการตัดสินใจของผู้เรียน ที่ปรับเปลี่ยนจากการเรียนแบบลงคอร์สภาษาระยะยาว มาเป็นแบบการจ่ายเพื่อเรียนคอร์สระยะสั้นแล้วค่อยๆ ทยอยจ่ายคอร์สถัดไปตามศักยภาพการใช้จ่ายของผู้เรียน หรือผู้ปกครองแต่ละราย
สำหรับภาพรวมธุรกิจสถาบันในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังแข่งขันกันด้วยโปรโมชั่นราคา แต่ “อีซีซี”มุ่งเน้นการแข่งขันด้วยคุณภาพหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งปรับปรุงหลักสูตรใหม่ทุกๆ 3 -4 ปี โดยในปีนี้ยังได้จับมือกับทาง “เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เลิร์นนิ่ง” ผ่านการทำสัญญาซื้อลิขสิทธิ์แบบเรียน “Explore our world” ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการรูปแบบใหม่ หรือ CLIL (Content and Language Integrated Learning) ฝึกฝนทั้ง 4 ทักษะ ประกอบด้วย ฟัง พูด อ่าน เขียน นำมาใช้พัฒนาเสริมกับการเรียนการสอนรูปแบบเดิมที่สอนด้วยวิธีการสื่อสารประกอบกับตำราเรียนของ“อีซีซี”
ขณะเดียวกันหลักสูตรใหม่นี้ เหมาะสำหรับเด็กวัยประถม หรือเด็กที่สามารถสอบวัดทักษะภาษากับทางสถาบันในระดับ 4 ขึ้นไป ทั้งยังเป็นหลักสูตรการสอนที่มีคอนเทนท์รูปภาพสารคดีจาก“เนชั่นแนลฯ” มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากความสนใจเรื่องต่างๆ ที่คาดว่าเมื่อผู้เรียนชื่นชอบ ก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาล หรือความอยากเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ต่อไป
อย่างไรก็ดี ในช่วง 2- 3 ปีจากนี้ ยังไม่มีแผนขยายสาขาเพิ่มเติม หลังจากปีก่อนเปิดแล้วกว่า 3- 4 สาขา เนื่องจากทางสถาบันต้องการเปิดสาขาใหม่เฉพาะในทำเลห้างฯขนาดใหญ่เท่านั้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียนและผู้ปกครองที่มารับ – ส่งบุตรหลาน ซึ่งถ้าหากในอีก 3 ปีข้างหน้ามีห้างฯใหม่เปิดโครงการมากขึ้น ก็จะเข้าไปขยายสาขาตามทำเลนั้นๆ
สำหรับสาขาในปัจจุบันมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 41สาขา และยังมีสาขาในไต้หวันอีก 1 สาขา ส่วนแผนการขยายสาขาในอาเซียนยังต้องรอหาพาร์ทเนอร์เพิ่มเติม ซึ่งพาร์ทเนอร์ดังกล่าวจะต้องวิจัย หรือเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตลาดสถาบันสอนภาษาในประเทศนั้นๆ และบริหารงานร่วมกับ“อีซีซี” ทั้งนี้ คาดว่าในปีนี้“อีซีซี”จะยังมีจำนวนนักเรียนมาสมัครเรียนเพิ่ม 5 -10% ใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตในทุกปีที่ผ่านมา โดยมีสัดส่วนกลุ่มนักเรียน 70 - 75% และผู้ใหญ่ 20 -25%
นายเดวิด เพอร์เซย์ ผู้ฝึกสอนอาจารย์ระดับภูมิภาคเอเชีย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เลิร์นนิ่ง กล่าวว่า ตลาดสถาบันสอนภาษาต่างประเทศในไทยยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก เพราะยังมีดีมานด์ หรือความต้องการเรียนภาษามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จำเป็นต้องใช้ทักษะภาษาต่างประเทศสื่อสารกับผู้ร่วมงานต่างชาติในองค์กรระดับอินเตอร์เนชั่นแนล หรือในองค์กรที่มีผู้ร่วมงานจากหลายชาติ ซึ่งเห็นความชัดเจนของความสำคัญทักษะภาษามากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคนี้
ทั้งนี้ “เนชั่นแนลฯ”ยังมีแผนนำหลักสูตรการสอนแบบ “CLIL” ไปขยายตลาดอื่นๆเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่นำไปใช้กับประเทศต่างๆ กว่า 40 ประเทศทั่วโลก และได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากยุโรป และเอชีย ทั้งยังสนใจจะนำคอนเทนท์ดังกล่าวไปต่อยอดในรูปแบบทีวีคอนเทนท์เพิ่มเติมในอนาคต








