การถือครองหุ้นส่วนใหญ่ ของตระกูลสิริวัฒนภักดี ทำให้จำนวนหุ้นหมุนเวียน หรือ สภาพคล่อง (Free float) ของหุ้นเหล่านี้ค่อนข้างจำกัด
ตระกูลสิริวัฒนภักดี ภายใต้การนำของ ‘เสี่ยเจริญ’ ถือเป็นหนึ่งในตระกูลที่ถือครองหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยหลายแห่ง ประกอบด้วย หุ้นเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) สัดส่วนราว 73% หุ้นเสริมสุข (SSC) 85% หุ้นโออิชิ กรุ๊ป (OISHI) 79% หุ้นยูนิเวนเจอร์ (UV) 66% หุ้นแผ่นดินทอง (GOLD) 74% หุ้นอินทรประกันภัย (INSURE) 67% หุ้นอาหารสยาม (SFP) 70% และน้องใหม่ล่าสุดอย่าง หุ้นบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ซึ่งเป็นการถือผ่าน บริษัทบอร์ลี่ ยุคเกอร์ และเสาวนีย์ โฮลดิ้งส์ โดยเข้าไปถือหุ้นรวมกันถึง97.9% ภายหลังทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์แล้ว
จุดเด่นของหุ้นในกลุ่มเสี่ยเจริญ คงเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นต่อบริษัทเหล่านี้ว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่น่าจะถือหุ้นต่อไปในระยะยาว รวมไปถึงความมีเสถียรภาพในการบริหารบริษัท
แต่ในมุมกลับกัน การถือครองหุ้นส่วนใหญ่ไว้ในมือก็ทำให้จำนวนหุ้นหมุนเวียนที่ซื้อกัน หรือ สภาพคล่อง (Free float) ของหุ้นเหล่านี้ค่อนข้างจำกัด จนบางตัวต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้ว่าฟรีโลทหุ้นต้องไม่ต่ำกว่า 15% ด้วยซ้ำไป
อย่างหุ้นน้องใหม่ บิ๊กซี ปัจจุบันเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีสภาพคล่อง หลังจากทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์แล้ว ซึ่งคงต้องติดตามแนวทางการแก้ไขของบริษัทต่อไป ขณะที่ ‘เสริมสุข’ มีสภาพคล่องต่ำกว่าเกณฑ์มาตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันฟรีโฟลท อยู่ที่ 14.15% ขณะที่ โออิชิ กรุ๊ป และแผ่นดินทอง ก็มีฟรีโฟลทอยู่เพียง 15% เท่านั้น ส่วนอินทรประกันภัย อาหารสยาม และยูนิเวนเจอร์ มีฟรีโฟลทอยู่ที่ 25% 28% และ 34% ตามลำดับ
แต่เมื่อลองย้อนดูสถิติที่ผ่านมานั้น พบว่ามีปริมาณการซื้อขายต่ำมาก อย่างอินทรประกันภัย ซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีเพียง 300 หุ้นต่อวัน อาหารสยาม ซื้อขายเฉลี่ย 19,000 หุ้นต่อวัน และยูนิเวนเจอร์ ซื้อขายเฉลี่ย 2.1 ล้านหุ้นต่อวัน
ด้านหุ้นเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ปัจจุบันมีฟรีโฟลทอยู่ที่ 20% และถือได้ว่าซื้อขายกันค่อนข้างคึกคัก ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะแรงเก็งกำไรในเรื่องของการซื้อบิ๊กซี และยังมีประเด็นในเรื่องของการเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมถึง 2 ครั้ง เข้ามากระทบในช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเพิ่มทุนครั้งแรก นักลงทุนสถาบันที่อยู่ในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงไปราว 1 ใน 3 ของหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด ซึ่งการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ช่วงระหว่างวันที่ 29 ก.ค.-4 ส.ค. นี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตาดูว่า นักลงทุนสถาบันจะใช้สิทธิรับหุ้นเพิ่มทุนมากน้อยเพียงใด
ส่วนทางฝากของผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น ยืนยันออกมาว่าพร้อมจะใส่เงินรับซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่เหลือหากขายไม่หมด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นฟรีโฟลตของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ก็มีโอกาสที่จะลดต่ำลงไปอีก
สำหรับการมีฐานะเป็น บริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ประโยชน์ที่ได้รับไม่ว่าจะเรื่องของต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ช่องทางระดมทุนที่เปิดกว้างหลากหลายมากขึ้น ดังนั้นผลประโยชน์เหล่านี้ย่อมสะท้อนกลับมายังผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะในรูปของเงินปันผล หรือมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกรณีนี้ เสี่ยเจริญ ก็น่าจะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ









