วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุนนอกลุยต่อดัน 'หุ้นพุ่ง-บาทแข็ง'

"ทุนนอก"ลุยโถมตลาด "เงิน-หุ้น-บอนด์" ไทย ไหลเข้าหุ้น 10 วันซื้อเฉียด 3 หมื่นล. หนุนบาทแตะ 34.88 แข็งค่าสุดรอบ 11 สัปดาห์ คาดสัปดาห์หน้าไปต่อ

การลงทุนในตลาดเงิน หุ้น และตราสารหนี้ ปรากฏว่า กระแสเงินยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย เพราะตลอด 10 วันทำการที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงวานนี้ (22 ก.ค.) ต่างชาติยังคงโชว์ตัวเลขซื้อสุทธิรวม 28,200 ล้านบาท โดยยังคงดันดัชนีหุ้นไทยสามารถยืนปิดในวันสุดท้ายของการซื้อขายเหนือระดับ 1,500 จุดได้สำเร็จ โดยปิดที่ระดับ 1,5009.13 จุด เพิ่มขึ้น 6.43 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 53,367.92 ล้านบาท ขณะเดียวกัน เม็ดเงินต่างชาติ ก็ยังคงไหลเข้าตลาดตราสารเช่นกัน แต่หักกลบตลอดสัปดาห์นี้สรุปขายสุทธิ 3,640 ล้านบาท

ส่วนด้านตลาดเงินนั้น การเคลื่อนไหวค่าบาท วานนี้ (22 ก.ค.) โดยเฉพาะช่วงบ่าย บาทยังได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง แต่การแข็งค่าถูกสกัดไว้บางส่วน จากการเข้าซื้อดอลลาร์ของผู้นำเข้าโดยเงินบาทช่วงบ่ายไปแตะที่ 34.885 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดนับจาก 34.84 เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา หรือแข็งค่าสุดในรอบ 11 สัปดาห์ ก่อนที่จะมาปิดที่ระดับ 34.92 บาทต่อดอลลาร์

“ช่วงนี้เงินยังเข้ามาในตลาดหุ้นไทยปริมาณมากยิ่งช่วงหลังซื้อกันเป็นหลักหลายพันล้านบาทต่อวันก็ช่วยหนุนเงินบาทได้ แต่คิดว่าแข็งค่ามาแบบนี้ ก็คงมีพวก importer ที่รอจังหวะ(ซื้อดอลลาร์)อยู่เหมือนกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เป็นทางฝั่ง exporter ที่ได้ขายไปแล้วแถว 35 กว่าๆ” ดีลเลอร์รายหนึ่ง กล่าว

สัปดาห์หน้าบาทคงแข็งค่าต่อ

ขณะที่นักค้าเงิน ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่า หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ยังมีแรงเทขายดอลลาร์ออกมาต่อเนื่องทำให้ค่าเงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าเมื่อเทียบกับปิดตลาดวานนี้ ซึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม คือการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ว่าจะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติมหรือไม่ ส่วนวานนี้เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 34.80-35.10 บาทต่อดอลลาร์

ด้านนักค้าเงินธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 34.92-34.94 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าเล็กน้อยจากเปิดตลาดที่ 34.95-34.96 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีแรงเทขายดอลลาร์ออกมาและ มีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งสัปดาห์หน้าปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น และการประชุม FOMC ดังนั้นสัปดาห์หน้าคาดค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 34.85-35.00 บาทต่อดอลลาร์

นายกฯจีนร้องโลกเพิ่มร่วมมือประคองศก.

ขณะที่ ในส่วนของเศรษฐกิจโลก ก็ได้มีความพยายามที่จะกระตุ้นการเติบโต โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงแห่งจีน กล่าวระหว่างพบปะกับผู้นำกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก และองค์กรอื่นๆ เรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกเพิ่มความร่วมมือด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเพื่อกระตุ้นการเติบโต พร้อมกล่าวถึงเศรษฐกิจจีนว่าปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยนแปลงแม้เผชิญแรงกดดันขาลง สำหรับสัดส่วนหนี้สินภาครัฐไม่ได้อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม นายหลี่ เสริมว่ารัฐบาลจะเพิ่มการดูแลด้านกฎระเบียบเพื่อควบคุม“ระบบธนาคารเงา” และติดตามการบริหารการคลังของรัฐบาลท้องถิ่น
นายหลี่ ยังตระหนักดีถึงกระแสวิตกว่าจีนมุ่งเพิ่มการส่งออกด้วยการทำให้เงินหยวนอ่อนค่า ด้วยการยืนยันว่าจีนจะเดินหน้าปฏิรูปอัตราแลกเปลี่ยน และรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ โดยจะไม่ทำสงครามค่าเงินหรือสงครามการค้า

นอกจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศแล้ว ผู้เข้าพบนายกฯจีนยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากองค์การการค้าโลก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และคณะกรรมการเสถียรภาพการเงิน

ทั้งนี้ จีนยังมีเครื่องมืออีกมากสำหรับกระตุ้นทางการเงินและการคลัง แต่นักเศรษฐศาสตร์บางคนวิตกว่ามาตรการกระตุ้นทั้งหลายอาจไม่สามารถชดเชยอุปสงค์ที่ซบเซาได้ อันจะทำให้จีนติด“กับดักสภาพคล่อง” ขณะที่นักลงทุนวิตกว่าหาก“เบร็กซิท”ฉุดให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงไปอีก ก็อาจทำให้โลกเสี่ยงที่จะตกสู่ภาวะถดถอย

คลังสหรัฐชี้ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นครั้งใหญ่

คำกล่าวของผู้นำจีนมีขึ้นก่อนการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มจี 20 ในจีน ซึ่งนายแจค ลิว รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่ารัฐมนตรีคลังกลุ่มจี 20 ไม่จำเป็นต้องดำเนินความพยายามกระตุ้นทางการคลังครั้งใหญ่เหมือนเมื่อครั้งเกิดวิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2551 แม้คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะซบเซาผลจาก“เบร็กซิท”
นายลิว กล่าวว่า แต่ละประเทศในกลุ่มจี 20 ต้องจัดทำมาตรการผลักดันการเติบโตที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นทางการเงินและการคลัง และการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มความมีประสิทธิภาพ

นายลิว แสดงความเห็นว่าเหตุการณ์ในขณะนี้ไม่เหมือนสถานการณ์เมื่อปี 2551 โดยสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ต้องอาศัยความระมัดระวัง และทำสิ่งที่ทำได้เพื่อผลักดันการเติบโต พร้อมเสริมว่าขณะนี้สมาชิกจี 20 เน้นที่การกระตุ้นการเติบโต ซึ่งแตกต่างจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งบางประเทศเน้นรัดเข็มขัด
ด้านไอเอ็มเอฟกล่าวว่าสมาชิกจี 20 ควรเห็นพ้องที่จะดำเนินความพยายามส่งเสริมอุปสงค์ผู้บริโภค จำกัดหนี้สินภาคเอกชน และปฏิรูปภาคธุรกิจรวมถึงตลาดแรงงาน