โจทย์ใหญ่ของสินค้าและบริการจะทำอย่างไรให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด เพื่อช่วงชิงโอกาสทางการตลาด
ท่ามกลางคู่แข่งจำนวนมาก โดยเฉพาะ“ต่างจังหวัด”เป็นบิ๊กมาร์เก็ตที่เครื่องปรับอากาศ “ไดกิ้น” ประกาศเปิดเกมรุกหนัก
ฮิโตชิ ทานากะ ผู้จัดการใหญ่ และ บัณฑิต ศรีวัลลภานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่าตลาดในกรุงเทพฯและปริมณฑล เริ่มมีข้อจำกัดการเติบโตที่ไม่มากนัก ขณะที่ตลาดต่างจังหวัดมีแนวโน้มเติบโตสูง ทำให้บริษัทมุ่งเจาะกำลังซื้อกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายปี 2563 พอร์ตรายได้จะมีสัดส่วนจากตลาดต่างจังหวัด 73% จากปัจจุบัน 40% คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีสัดส่วน 45%
“ตลาดต่างจังหวัดเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลักดันให้อัตราผู้ใช้เครื่องปรับอากาศสูงขึ้นมากกว่าเดิม”
ไดกิ้นวางกลยุทธ์เจาะตลาดผ่านโมเดลธุรกิจ“ศูนย์บริการไดกิ้น”ให้บริการครบวงจรเช่นเดียวกับสำนักงานใหญ่ทั้งงานบริการและอะไหล่ วางแผนสยายปีกครอบคลุมหัวเมืองหลัก เบื้องต้นเปิดบริการ 3 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น
“การตั้งสาขาในพื้นที่ ทำให้ลูกค้าเข้าถึงและมั่นใจกับไดกิ้น ทั้งเป็นการลดขั้นตอนการทำงาน ดำเนินการได้เช่นเดียวกับสำนักงานใหญ่ ทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกด้านงานขาย บริการ ทั้งสนับสนุนดีลเลอร์ด้านการขายให้มีศักยภาพมากขึ้น”
ในปี 2561 จะมี 10 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ ได้แก่ นครสวรรค์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ราชบุรี ระยอง สงขลา (หาดใหญ่) และ สุราษฎร์ธานี คิดเป็นมูลค่าลงทุนรวมกว่า 100 ล้านบาท
นอกจากนี้ได้พัฒนาโมเดลร้านตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศไดกิ้น เรียกว่า “Pro Shop” เป็นร้านขนาดย่อมลงมาที่มีความครบวงจรเช่นกัน ใช้สำหรับเจาะตลาดทั่วประเทศ ภายใต้นโยบาย “1 จังหวัด 1 Pro Shop” ตั้งเป้าหมาย 100 แห่ง ภายในปี 2563
ปีนี้ยังจัดสรรงบกว่า 400 ล้านบาททำการตลาดเชิงรุก มุ่งสร้างการรับรู้และตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ โดยมี ณเดชน์ คูกิมิยะ เป็นพรีเซ็นเตอร์ ถือเป็นแม่เหล็กสื่อสารแบรนด์ต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังชะลอตัว แต่ไดกิ้นมั่นใจศักยภาพการเติบโตของตลาดเมืองไทย ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการถือครองเครื่องปรับอากาศในตลาดประมาณ 24% ของจำนวนครัวเรือนทั้งประเทศ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้บริโภคในกรุงเทพฯและปริมณฑล
“การซื้อเครื่องปรับอากาศเป็นการลงทุนระยะยาว ผู้บริโภคจึงเน้นความคุ้มค่า และยอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ใช้สินค้าได้ยาวนาน คือ จุดขายและโอกาสสำคัญของไดกิ้น"
ปัจจุบันตลาดรวมเครื่องปรับอากาศสำหรับที่พักอาศัยในเมืองไทย มีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 7% แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในปีนี้ทำให้เติบโตสูงก้าวกระโดดถึง 40% ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. โดยเครื่องปรับอากาศไดกิ้นเติบโต 60% ขณะที่ตลาดอินเวอร์เตอร์ เติบโต 70% แบรนด์ไดกิ้น เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งกว่า 30% เติบโต 80% เป็นผลจากจุดขายนวัตกรรมสารทำความเย็น R32 รายแรกในไทย ระบบอินเวอร์เตอร์แบบสวิงที่ประหยัดไฟ รวมทั้ง “ดีไซน์” และเทคโนโลยีเชื่อมต่อไวไฟ ตอบโจทย์ที่พักอาศัยยุคใหม่
ปีนี้ ไดกิ้น ตั้งเป้ายอดขาย 1.1 หมื่นล้านบาท และเติบโต “ดับเบิ้ล” เป็น 2.2 หมื่นล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า
ทุ่ม1.5หมื่นล้านขยายฐานผลิต
ศักยภาพการเติบโตของตลาดอาเซียน ทำให้ ไดกิ้นกรุ๊ป ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศสัญชาติญี่ปุ่น ทุ่มเม็ดเงินกว่า 1.5หมื่นล้านบาท ขยายฐานการผลิต โดยสร้างโรงงานใหม่ในประเทศเวียดนาม มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท กำลังผลิตเบื้องต้น 5 แสนเครื่อง และจะเพิ่มเป็น 1 ล้านเครื่อง
พร้อมกันนี้จะขยายกำลังผลิตโรงงานคอมเพรสเซอร์ในประเทศไทย จ.ระยอง มูลค่า 5,000 ล้านบาท ปัจจุบันกำลังผลิต 2 ล้านเครื่อง เพิ่มเป็น 3.5 ล้านเครื่องรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ไดกิ้นกรุ๊ป มียอดจำหน่ายทั่วโลก 2,043.7 พันล้านเยน หรือ 6.89 แสนล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจเครื่องปรับอากาศ 89% ผลิตภัณฑ์เคมี 8% และอื่นๆ 3% มีฐานการผลิต 80 แห่งทั่วโลก ครอบคลุมทั้งทวีปยุโรป จีน เอเชียโอเชียเนีย สหรัฐ และญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายใน 149 ประเทศ
โดยไทยเป็นฐานผลิตป้อนตลาดในประเทศและส่งออกใหญ่สุดนอกญี่ปุ่น มี 5 โรงงาน ส่งออก เอเชีย และโอเชียเนีย 57.62% ออสเตรเลีย 16.21% ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย 19.13% ญี่ปุ่น 7.9% และ ยุโรป 5.13%









