เทคโนโลยีมาถึงเร็ว หากเราเป็นคนแรกจะดีกว่า คนสุดท้ายจะเสียลูกค้าได้
โลกการเงินยุคใหม่กำลังวาดแบบธุรกิจใหม่ให้กับธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะรูปแบบกาทำธุรกิจร่วมกับฟินเทคที่เป็นคู่แข่งขนาดเล็กแต่มีความคล่องตัวสูงพร้อมฉกธุรกิจจากแบงก์ไปทุกเมื่อ ในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ได้ตั้งกองกำลังเล็กๆ ภายใต้ชื่อบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ออกมาเพื่อความคล่องตัวในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไป โดยมี "ธนา เธียรอัจฉริยะ" เป็นประธานกรรมการบริหาร
ในฐานะผู้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินและดูแลการลงทุนทางด้าน FinTech ให้กับ ธนาคารไทยพาณิชย์ "ธนา"เล่าว่า งานหลักของดิจิทัล เวนเจอร์ส คือการลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหาองค์ความรู้ โดยเฉพาะการเข้าไปอยู่ใน FinTech Ecosystem อย่างลึกซึ้งเพื่อทำความเข้าใจ FinTech ในระดับที่ลึกมากขึ้น ด้วยการลงทุนใน Fund of Fund ในต่างประเทศ เพื่อเรียนรู้การตัดสินใจลงทุนของกองทุนเหล่านั้นซึ่งก็จะไม่เสี่ยงมาก เพราะกองทุนเหล่านี้มีมืออาชีพดำเนินการ
ซึ่งในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาบริษัทเริ่มลงทุนโครงการแรกร่วมกับ โกลเดนเกต เวนเจอร์ส ซึ่งเป็นกองทุนที่สนับสนุนธุรกิจ Startup และ FinTech มีการลงทุนมาแล้วมากกว่า 30 แห่ง และเป็นหนึ่งในกองทุนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การลงทุนในเบื้องต้นจะเน้นต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนตลาดไทยยัง เล็กมากเราคงลงในสัดส่วน 20% ของวงเงิน ซึ่งการลงทุนที่เราตั้งใจไม่ได้เน้นรายได้ แต่เน้นนำมาใช้ที่ธนาคารได้หรือแบงก์มีประโยชน์ต่อฟินเทคจากฐานลูกค้าของแบงก์ ซึ่งจะทำให้สตาร์ทอัพเหล่านั้นโตได้เท่าตัว เพราะแบงก์มีปริมาณธุรกิจเยอะ
“การลงทุนเราต้องไล่ระดับความปลอดภัย เพราะเรายังใหม่ หลังจากลงผ่านกองทุนลำดับต่อไปคือบริษัทที่พันธมิตรเราแนะนำ หรือใช้อยู่เช่น เอคเซนเชอร์ (Accenture) หรือไมโครซอฟท์ เราก็เข้าไปดู ส่วนสตาร์ทอัพไทยเราเข้าไปดูเองได้อยู่แล้ว เราอยากลงทุนในบริษัทที่ชวนมาทำอะไรกับแบงก์ได้ เพราะธุรกิจแบงก์มีตั้งแต่กู้ยืมเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ ประกัน การชำระเงิน หรือวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นอะไรที่เกียวกับที่แบงก์ทำอยู่ และเรามีประโยชน์กับเค้า เราอยากเป็นsmart moneyมากกว่า”
สำหรับเม็ดเงินที่แบงก์จัดสรรมาให้กว่า 50 ล้านดอลลาร์นั้น “ธนา” คาดว่าตลอดทั้งปีนี้ คงใช้แค่ 1 ใน 4 ของวงเงิน เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้น และอยู่ระหว่างรับทีมงาน ซึ่งคาดว่าจะรับได้เต็มอัตรา 25 คนภายในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งคนที่ต้องการความยากง่ายอยู่ที่หาคนดีเข้ามาทำงาน
"หากแผนดีคนห่วยยังไงก็เจ๊ง แผนไม่ดีคนดียังไงก็รอด คนดี หมายถึง คนที่มีวัฒนธรรมที่ดี และอยากได้คนที่เห็นโลกมามาก เพราะโลกของสตาร์ทอัพ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย อยากได้คนที่มีประสบการณ์เยอะ ๆ มีคอนเน็คชั่นต่างประเทศ สามารถดึงองค์ความรู้ หรือพาร์ทเนอร์ทั่วโลก วิธีการทำงานใหม่จะไม่เน้นการทำงานเต็มเวลา คือจะเต็มเวลาแค่ 25 คน ที่เหลือจะเป็นพาร์ทเนอร์ พาร์ทไทม์ คอนซัลท์หรือมาแค่ 3 วันก็เอาถ้าเจ๋งจริง เพราะเรากำลังสร้างองค์กรทดลอง"
ขณะเดียวกันดิจิทัล เวนเจอร์สยังทำหน้าที่มองหาสตาร์ทอัพในประเทศ และชวนคนแบงก์ไปเจอสตาร์ทอัพ เพื่อลงทุนเอง หรือต่อยอดธุรกิจซึ่งกันและกัน
เพราะคนแบงก์จะรู้โจทย์ของธุรกิจ และเรายังมีห้องแลปที่สามารถทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้ ซึ่ตอนนี้จับคู่ได้ 2-3 คู่แล้ว
ธนาประเมินว่า เทคโนโลยีที่กระทบแบงก์ช่วงแรกคือเรื่องเงินโอนมากกว่า และอีกไม่นานธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราจะมีวิธีที่ไม่ต้องทำผ่านตัวกลางอย่างแบงก์ โจทย์ของแบงก์คือแบงก์จะเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร โดยเฉพาะสิ่งที่ธนาคารกำลังติดตามอยู่ในขณะนี้คือ Blockchain ที่จะทำให้การโอนเงินข้ามประเทศในอนาคตจะง่ายและราคาถูกลงมาก แต่รายได้แบงก์จะหายไป ขณะเดียวกันหากเราไม่ทำคนอื่นก็ทำ เพราะลูกค้าสะดวก ดังนั้นหากเราทำได้เร็วก็ได้ลุกค้าไป
“เทคโนโลยีมาถึงเร็ว หากเราเป็นคนแรกจะดีกว่า คนสุดท้ายจะเสียลูกค้าได้แต่แบงก์จะเข้าไปมุมไหน"
พื้นที่ของออฟฟิศใหม่ของดิจิทัล เวนเจอร์สที่มีเพียง300-400 ตารางเมตรบนถนนสาธรที่“ธนา”เรียกว่าเป็น"องค์กรทดลอง" ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ไม่ใช่มีไว้เพื่อค้นคว้าหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เท่านั้นแต่ยังต้องค้นหาวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่ทีมดิจิทัล เวนเจอร์สต้องค้นหาและทดลอง หากพบว่าดีก็นำกลับมาชวนแบงก์ทำ เช่น การโยนข้อมูลทุกอย่างไปอยู่บนคราวด์หมดแล้ว
อีกภารกิจสำคัญคือการจัดทำโปรแกรมพัฒนาสตาร์ทอัพในประเทศ(Accelerator Program) เพื่อใช้เวลา4-5 เดือนฝึกคนเก่ง ๆขึ้นมา ซึ่งภาระกิจนี้เขามองว่า หากเราทำโรงเรียน Acceleratorแล้วมีแบงก์อื่นอยากร่วมด้วยเราก็เปิดกว้าง ร่วมมือกันช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพไทยให้มีขนาดใหญ่และแข็งแรงได้
“แบงก์ทุกแบงก์น่าจะเป็นพันธมิตรกันทั้งหมด เพราะแบงก์วันนึ่งก็ต้องสู้กับระบบการเงินอื่นอยู่แล้ว ”
ขณะที่สตาร์ทอัพไทยเองทำงานกับแบงก์มีโอกาสไปได้ไกลกว่า ด้วยกฏระเบียบหลายเรื่องที่ต้องใช้เวลา บางครั้งสตาร์ทอัพอาจมีอ๊อกซิเจนไม่พอที่จะไปถึงจุดนั้น เท่าที่คุยกับสตาร์ทอัพทุกคนที่เจออยากทำงานกับแบงก์ เพราะทุกคนอยากมีโมเดลธุรกิจที่อยู่รอด
เพราะการอยู่รอดที่ดีคือทำงานกับคนที่มีธุรกิจและฐานลูกค้าอยู่แล้ว








