‘อมตะ’เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่โฮลดิ้ง เพิ่มสัดส่วนรายได้ธุรกิจบริการสาธารณูปโภคแตะ 70%
นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)AMATA เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การขายที่ดิน และการให้บริการลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงการให้บริการด้านสาธารณูปโภค ซ่อมบำรุง และให้เช่าพื้นที่ ในปี 2558 สัดส่วนรายได้จากการขายที่ดินอยู่ที่ 60%การให้บริการ 40%จากปีก่อนที่มีรายได้ 6,391 ล้านบาท แต่ในอนาคตสัดส่วนโครงสร้างของ 2 ธุรกิจนี้จะค่อยๆ กลับกัน ซึ่งบริษัทก็อยากจะเห็นสัดส่วนเปลี่ยนเป็นการให้บริการ 70%และขายที่ดิน 30%
บริษัทเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วยอดขายที่ดินไม่มีทางที่จะเพิ่มขึ้นได้ไปตลอด เพราะเมื่อโรงงานหนึ่งแห่งซื้อที่ดินไปแล้ว กว่าเขาจะซื้ออีกครั้งอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ขณะที่ธุรกิจบริการ ไม่ว่าจะเป็น น้ำประปา ไฟฟ้า เทเลคอม โรงงานให้เช่า บริการซ่อมบำรุง เหล่านี้เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้แน่นอน ซึ่งอนาคตเราจะได้เห็นธุรกิจเหล่านี้ค่อยๆ เติบโตขึ้น
ขณะเดียวกันจากเดิมที่บริษัทเน้นการขายที่ดินเป็นหลัก ปัจจุบันก็พยายามเก็บพื้นที่ดีดีในนิคมอุตสาหกรรมไว้ และพัฒนาเป็นโรงงานให้เช่า หรือแม้แต่อาคารสำนักงานให้เช่า ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับบริษัทยิ่งขึ้น
“ในอนาคต อมคะ คอร์ปอเรชั่น จะปรับตัวไปเป็นบริษัทแม่ที่สมบูรณ์แบบ คือรูปแบบของการเป็นโฮลดิ้ง คอมพานี หลังจากที่บริษัทลูกแต่ละแห่งสามารถส่งเงินปันผลกลับมาให้ได้แล้ว ท้ายที่สุดจะเป็นการรอดูบริษัทลูกๆ เหล่านี้เติบโตขึ้น เพราะอมตะเองก็เหนื่อยมาพอแล้ว”
ปัจจุบันกลุ่มนิคมอมตะทุกแห่งมีจำนวนโรงงานรวมกันประมาณ 1,000 แห่ง แบ่งเป็นในไทย 800 แห่ง เวียดนาม 200 แห่ง โดยปี 2563 บริษัทมีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนโรงงานเป็น 2,000 แห่ง ซึ่งหากเดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ฐานรายได้จากธุรกิจบริการจะมั่นคงมากยิ่งขึ้น และบริษัทลูกแต่ละแห่ง ก็คงจะมีความพร้อมที่จะเข้าจดทะเบียนได้เช่นกัน ซึ่งโดยปกติแล้วรายได้จากธุรกิจบริการและสาธารณูปโภคจะเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 10%แต่หากมีจำนวนโรงงานเพิ่มมากขึ้นก็จะช่วยสร้างฐานให้ใหญ่มากขึ้น
แนวโน้มการขายที่ดินในปีนี้ คาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย 1,000 ไร่ แม้ครึ่งปีแรกจะขายได้เพียง 270 ไร่ แต่ก็เป็นไปตามภาวะปกติ ซึ่งการขายที่ดินส่วนมากจะเกิดขึ้นช่วงไตรมาส 3 และ 4 ขณะที่ปี 2558 ยอดขายที่ดินอยู่ที่ 671 ไร่ โดยนักลงทุนที่เติบโตขึ้นมากคือนักลงทุนจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นลูกค้าอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและไทย โดยอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าจะอยู่ในกลุ่มยานยนต์ ซึ่งยังมีโอกาสให้ต่อยอดได้อีกมาก กลุ่มเครื่องมือหนักก็เช่นเดียวกัน รวมไปถึงธุรกิจอาหารที่ใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยพัฒนาได้อีก ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ก็สอดคล้องไปกับนโยบายnew S curve
ปัจจุบันอมตะมีลูกค้าจาก 32 ชาติ อันดับหนึ่งยังเป็นญี่ปุ่นราว 60%รองลงมาคือนักลงทุนไทย ซึ่งเริ่มเห็นประโยชน์จากการเข้ามาอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม จากเดิมที่จะกระจายตัวอยู่ภายนอก ถัดมาคือนักลงทุนจีนซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมาก และอีกไม่นานเชื่อว่าจะขึ้นมาเป็นอันดับ 2 โดยเฉพาะจากเป้าการเพิ่มโรงงานเป็น 2,000 แห่ง ส่วนมากน่าจะมาจากนักลงทุนจีน ซึ่งเขามีนโยบายที่จะกระจายการลงทุนไปทั่วโลก
“มุมมองของนักลงทุนต่างชาติขณะนี้ไม่ได้กังวลกับสถานการณ์ในไทยมากนัก เพราะบริษัทพยายามสื่อสาร รวมถึงให้ลูกค้าปัจจุบันช่วยสื่อสารออกไปว่า ความวุ่นวายการเมืองที่ผ่านมาแยกออกจากภาคธุรกิจ ซึ่งในเขตนิคมอุตสาหกรรมทุกอย่างยังปกติ สาธารณูปโภคก็จัดการได้ เรื่องใบอนุญาตหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ บริษัทก็พยายามอำนวยความสะดวกลูกค้าในการเจรจา”
ขณะที่ความกังวลในเรื่องของการย้ายฐานการผลิตนั้น จากการที่บริษัทมีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ทั้งในไทยและเวียดนาม นักลงทุนปัจจุบันจะเป็นคนละกลุ่ม ในไทยจะเน้นไปที่การลงทุนด้านนวัตกรรม และเทคโนโยลี ขณะที่ในเวียดนามนั้นฐานลูกค้าจะเน้นการผลิตที่ต้องใช้แรงงานเป็นหลัก









